<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Serenely Think Out Loud &#187; ไตรสิกขา</title>
	<atom:link href="http://serenely.think-out-loud.net/tag/%e0%b9%84%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%b2/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://serenely.think-out-loud.net</link>
	<description>จุดสงบในห้วงความคิด</description>
	<lastBuildDate>Thu, 22 Oct 2009 07:11:57 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.5</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>ไตรสิกขา : ก้าวแรกคือการรักษาศีล</title>
		<link>http://serenely.think-out-loud.net/2008/11/%e0%b9%84%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%b2-%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3/</link>
		<comments>http://serenely.think-out-loud.net/2008/11/%e0%b9%84%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%b2-%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 10 Nov 2008 09:58:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ธรรมสนทนา]]></category>
		<category><![CDATA[ศีล]]></category>
		<category><![CDATA[ศีลห้า]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรสิกขา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://serenely.think-out-loud.net/?p=8</guid>
		<description><![CDATA[
ดังที่ได้กล่าวไว้ในตอนที่แล้วว่า ไตรสิกขาประกอบไปด้วยการศึกษาสามประการคือศีล สมาธิ และปัญญา ซึ่งพุทธศาสนิกชนก็ควรจะศึกษาไปตามลำดับ เหมือนเป็นก้าวแรก ก้าวที่สอง และก้าวที่สามไปสู่พระนิพพาน (พูดเหมือนใกล้นะ มีแค่สามก้าวเอง)
ก้าวแรกที่เราควรจะศึกษาและฝึกฝนก็คือการรักษาศีล ศีลแปลโดยตรงตัวก็แปลว่าปกติ ดังนั้นการรักษาศีลก็คือการรักษาความเป็นปกติของการเป็นมนุษย์นั่นเอง แต่ว่าแบบไหนถึงจะเรียกว่าเป็นปกติละ ? เราคงไม่อาจจะใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกคนได้ ยกตัวอย่างเช่น พระภิกษุสงฆ์ ก็คงไม่สามารถใช้ชีวิตตามปกติเช่นเดียวกับอุบาสกได้ ดังนั้น ศีลเองก็มีหลายระดับเช่นเดียวกัน ในตอนนี้ก็จะพูดถึงระดับพื้นฐานที่สุดก็คือศีลห้านะครับ ที่เป็นศีลสำหรับอุบาสกอุบาสิกาโดยทั่วไป
ศีลห้าหรือในบาลีก็จะเรียก ว่าเบญจศีลหรือว่าปัจจะศีลาก็จะเป็นศีลที่พุทธศาสนิกชนควรจะถือปฏิบัติไว้ เป็นพื้นฐาน บางครั้งเราจึงเรียกศีลห้าว่านิจศีล หรือว่าศีลถือควรจะรักษาไว้เป็นนิตย์นั่นเองนะครับ และเนื่องจากว่าเป็นศีลพื้นฐานสำหรับพุทธศาสนิกชน เวลาเราทำพิธีใด ๆ ก็ตาม หลังจากล่าวคำบูชาพระรัตนไตรแล้ว เราก็จะอาราธนาศีล หรือในแง่หนึ่ง ก็คือหลังจากการประกาศว่าเราเป็นพุทธศาสนิกชนโดยการกล่าวคำบูชาพระรัตนไตร แล้ว เราก็ควรจะทบทวนว่า&#8221;อะไร&#8221;คือการใช้ชีวิตแบบปกติของพุทธศาสนิกชนโดยการอารธนาศีลนั่นเอง
ศีลห้า ก็ประกอบไปด้วยข้อปฏิบัติห้าข้อนะครับ ซึ่งแต่ละข้อก็จะลงท้ายว่า เวรมณี สิกฺขาปทํสมาทิยามิ ถ้าแปลแบบให้พอเข้าใจก็คือ ข้าพเจ้าขอรับหลักปฏิบัติเพื่อเจตนางดเว้น นั่นก็คือการบอกตัวเองว่า อะไรที่ไม่ควรจะทำบ้าง พูดง่าย ๆ ก็คือสิ่งที่มนุษย์โดยปกติ ไม่ควรจะทำนั่นเอง ลองมาดูตัวอย่างจากศีลข้อแรกนะครับ ปาณาติปาตาเวรมณีสิกฺขาปทํสมาทิยามิ แปลออกมาก็ได้ความว่า ข้าพเจ้าขอรับหลักปฏิบัติเพื่อเจตนางดเว้นการทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงไป ลองคิดดูง่าย ๆ นะครับว่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class="content clear-block">
<p>ดังที่ได้กล่าวไว้ในตอนที่แล้วว่า ไตรสิกขาประกอบไปด้วยการศึกษาสามประการคือศีล สมาธิ และปัญญา ซึ่งพุทธศาสนิกชนก็ควรจะศึกษาไปตามลำดับ เหมือนเป็นก้าวแรก ก้าวที่สอง และก้าวที่สามไปสู่พระนิพพาน (พูดเหมือนใกล้นะ มีแค่สามก้าวเอง)</p>
<p>ก้าวแรกที่เราควรจะศึกษาและฝึกฝนก็คือการรักษาศีล ศีลแปลโดยตรงตัวก็แปลว่าปกติ ดังนั้นการรักษาศีลก็คือการรักษาความเป็นปกติของการเป็นมนุษย์นั่นเอง แต่ว่าแบบไหนถึงจะเรียกว่าเป็นปกติละ ? เราคงไม่อาจจะใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกคนได้ ยกตัวอย่างเช่น พระภิกษุสงฆ์ ก็คงไม่สามารถใช้ชีวิตตามปกติเช่นเดียวกับอุบาสกได้ ดังนั้น ศีลเองก็มีหลายระดับเช่นเดียวกัน ในตอนนี้ก็จะพูดถึงระดับพื้นฐานที่สุดก็คือศีลห้านะครับ ที่เป็นศีลสำหรับอุบาสกอุบาสิกาโดยทั่วไป</p>
<p>ศีลห้าหรือในบาลีก็จะเรียก ว่าเบญจศีลหรือว่าปัจจะศีลาก็จะเป็นศีลที่พุทธศาสนิกชนควรจะถือปฏิบัติไว้ เป็นพื้นฐาน บางครั้งเราจึงเรียกศีลห้าว่านิจศีล หรือว่าศีลถือควรจะรักษาไว้เป็นนิตย์นั่นเองนะครับ และเนื่องจากว่าเป็นศีลพื้นฐานสำหรับพุทธศาสนิกชน เวลาเราทำพิธีใด ๆ ก็ตาม หลังจากล่าวคำบูชาพระรัตนไตรแล้ว เราก็จะอาราธนาศีล หรือในแง่หนึ่ง ก็คือหลังจากการประกาศว่าเราเป็นพุทธศาสนิกชนโดยการกล่าวคำบูชาพระรัตนไตร แล้ว เราก็ควรจะทบทวนว่า&#8221;อะไร&#8221;คือการใช้ชีวิตแบบปกติของพุทธศาสนิกชนโดยการอารธนาศีลนั่นเอง</p>
<p>ศีลห้า ก็ประกอบไปด้วยข้อปฏิบัติห้าข้อนะครับ ซึ่งแต่ละข้อก็จะลงท้ายว่า เวรมณี สิกฺขาปทํสมาทิยามิ ถ้าแปลแบบให้พอเข้าใจก็คือ ข้าพเจ้าขอรับหลักปฏิบัติเพื่อเจตนางดเว้น นั่นก็คือการบอกตัวเองว่า อะไรที่ไม่ควรจะทำบ้าง พูดง่าย ๆ ก็คือสิ่งที่มนุษย์โดยปกติ ไม่ควรจะทำนั่นเอง ลองมาดูตัวอย่างจากศีลข้อแรกนะครับ ปาณาติปาตาเวรมณีสิกฺขาปทํสมาทิยามิ แปลออกมาก็ได้ความว่า ข้าพเจ้าขอรับหลักปฏิบัติเพื่อเจตนางดเว้นการทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงไป ลองคิดดูง่าย ๆ นะครับว่า ถ้าเราฆ่าคนอื่นหรือสัตว์อื่น เราก็ไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไปแต่จะกลายเป็นยักษ์เป็นมารไป ดังนั้นถ้าเราต้องการที่จะรักษาความเป็นปกติของมนุษย์ เราก็จึงไม่ควรจะพรากเอาชีวิตสัตว์อื่น หลักการของศีลทุกข้อจะคล้าย ๆ กันกับแบบนี้นะครับก็คือ อะไรที่ทำไปแล้วจะทำให้เราไม่เป็นมนุษย์(ตามปกติที่ควรจะเป็น) เราก็ไม่ควรจะไปทำนั่นเอง</p>
<p>ตอนหน้าจะมาเล่าศีลห้าแต่ละข้อโดยละเอียดนะครับ โดยเฉพาะเงื่อนไขที่จะทำให้ศีลขาด เพื่อเป็นแนวทางในการรักษาศีลนะครับ (หากินไปได้อีกหลายตอน <img src='http://serenely.think-out-loud.net/wp-includes/images/smilies/icon_razz.gif' alt=':P' class='wp-smiley' /> )</div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://serenely.think-out-loud.net/2008/11/%e0%b9%84%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%b2-%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
