<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Serenely Think Out Loud &#187; ไตรลักษณ์</title>
	<atom:link href="http://serenely.think-out-loud.net/tag/%e0%b9%84%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%93%e0%b9%8c/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://serenely.think-out-loud.net</link>
	<description>จุดสงบในห้วงความคิด</description>
	<lastBuildDate>Thu, 22 Oct 2009 07:11:57 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.5</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>ลืม&#8221;ฉัน&#8221;เสียเถอะ คนดี..</title>
		<link>http://serenely.think-out-loud.net/2008/11/%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%a1%e0%b8%89%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b8%b0/</link>
		<comments>http://serenely.think-out-loud.net/2008/11/%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%a1%e0%b8%89%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b8%b0/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 22 Nov 2008 06:35:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pruet</dc:creator>
				<category><![CDATA[ธรรมสนทนา]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[อนัตตา]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรลักษณ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://serenely.think-out-loud.net/2008/11/%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%a1%e0%b8%89%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b8%b0-%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b5/</guid>
		<description><![CDATA[แนวคิดสำคัญอันหนึ่งของพุทธศาสนาคือไตรลักษณ์ หรือสิ่งสามัญของสังขารทั้งปวง สังขารในที่นี้ไม่ใช่อายุนะครับ แต่หมายถึงร่างกาย สสาร สิ่งต่าง ๆ ที่จิตใจเราปรุงแต่งขึ้นมาจากธาตุ 4 ไตรลักษณ์หรือว่าลักษณะทั้งสามกล่าวว่า สังขารทั้งปวงนั้นไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ และสังขารทั้งปวงไม่มีตัวตนอยู่ พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าเมื่อใดที่เรามองเห็นไตรลักษณ์ในสังขารทั้งปวง เมื่อนั้นเราจะสามารถหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งหลายได้

ฟังแบบนี้อาจจะนึกไม่ออกว่ามันจะเป็นได้อย่างไร ลองยกตัวอย่างว่าสังขารของตัวเราเหมือนหินก่อนหนึ่ง ส่วนทุกข์ สุข หรือว่าอะไรต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิตก็เหมือนกับสิ่งต่าง ๆ ที่ถูกโยนเข้ามายังหินนั้น ถ้าเป็นทุกข์ ก็อาจจะเป็นไข่เน่า แต่ถ้าเป็นสุขก็อาจจะเป็นดอกไม้ ว่าแบบนั้นก็ได้ครับ และถ้าเป็นทุกข์ที่เราสร้างเอง ก็เหมือนเราโยนสิ่งต่าง ๆ เข้าหาตัวเราเอง แต่ถ้าเป็นทุกข์ที่คนอื่นนำมา ก็เหมือนสิ่งต่าง ๆ ที่คนอื่นโยนเข้ามา ทีนี้ ปัญหาคือ ทำอย่างไรถึงจะไม่ให้มีทุกข์? (หรือดีกว่านั้นคือไม่มีสุข(ชั่วคราว)ด้วยเลย) วิธีการที่ง่ายที่สุดก็คือ หยุดโยนความทุกข์ทั้งหลายเข้าใส่ตัวเอง พูดง่าย ๆ ก็คือหยุดหาเรื่องใส่ตัวนั้นเอง แค่นี้ความทุกข์ก็จะไม่กล้ำกลายเราได้ แต่เราไปห้ามคนอื่นไม่ได้นิครับ เราอยู่ของเราดี ๆ อาจจะโดนความทุกข์ที่คนอื่นโยนเข้ามาก็ได้
แล้วมีวิธีการอะไรที่จะหยุดความทุกข์แบบถาวรมั้ย วิธีการหนึ่งที่พระพุทธเจ้าสอนก็คือ ก็เอาหินก้อนนั้นออกไปเสียซิ เมื่อไม่มีก้อนหิน ก็ย่อมไม่มีอะไรที่จะให้ถูกกระทบ ไม่ว่าใครจะโยนอะไรเข้ามา มันก็วิ่งผ่านไป [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>แนวคิดสำคัญอันหนึ่งของพุทธศาสนาคือไตรลักษณ์ หรือสิ่งสามัญของสังขารทั้งปวง สังขารในที่นี้ไม่ใช่อายุนะครับ แต่หมายถึงร่างกาย สสาร สิ่งต่าง ๆ ที่จิตใจเราปรุงแต่งขึ้นมาจากธาตุ 4 ไตรลักษณ์หรือว่าลักษณะทั้งสามกล่าวว่า สังขารทั้งปวงนั้นไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ และสังขารทั้งปวงไม่มีตัวตนอยู่ พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าเมื่อใดที่เรามองเห็นไตรลักษณ์ในสังขารทั้งปวง เมื่อนั้นเราจะสามารถหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งหลายได้</p>
<p><span id="more-14"></span></p>
<p>ฟังแบบนี้อาจจะนึกไม่ออกว่ามันจะเป็นได้อย่างไร ลองยกตัวอย่างว่าสังขารของตัวเราเหมือนหินก่อนหนึ่ง ส่วนทุกข์ สุข หรือว่าอะไรต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิตก็เหมือนกับสิ่งต่าง ๆ ที่ถูกโยนเข้ามายังหินนั้น ถ้าเป็นทุกข์ ก็อาจจะเป็นไข่เน่า แต่ถ้าเป็นสุขก็อาจจะเป็นดอกไม้ ว่าแบบนั้นก็ได้ครับ และถ้าเป็นทุกข์ที่เราสร้างเอง ก็เหมือนเราโยนสิ่งต่าง ๆ เข้าหาตัวเราเอง แต่ถ้าเป็นทุกข์ที่คนอื่นนำมา ก็เหมือนสิ่งต่าง ๆ ที่คนอื่นโยนเข้ามา ทีนี้ ปัญหาคือ ทำอย่างไรถึงจะไม่ให้มีทุกข์? (หรือดีกว่านั้นคือไม่มีสุข(ชั่วคราว)ด้วยเลย) วิธีการที่ง่ายที่สุดก็คือ หยุดโยนความทุกข์ทั้งหลายเข้าใส่ตัวเอง พูดง่าย ๆ ก็คือหยุดหาเรื่องใส่ตัวนั้นเอง แค่นี้ความทุกข์ก็จะไม่กล้ำกลายเราได้ แต่เราไปห้ามคนอื่นไม่ได้นิครับ เราอยู่ของเราดี ๆ อาจจะโดนความทุกข์ที่คนอื่นโยนเข้ามาก็ได้</p>
<p>แล้วมีวิธีการอะไรที่จะหยุดความทุกข์แบบถาวรมั้ย วิธีการหนึ่งที่พระพุทธเจ้าสอนก็คือ ก็เอาหินก้อนนั้นออกไปเสียซิ เมื่อไม่มีก้อนหิน ก็ย่อมไม่มีอะไรที่จะให้ถูกกระทบ ไม่ว่าใครจะโยนอะไรเข้ามา มันก็วิ่งผ่านไป เหมือนความทุกข์ที่วิ่งเข้ามาในชีวิต เราก็รับรู้ว่า โอ้ ความทุกข์เข้ามาแล้ว และความทุกข์มันกำลังจะผ่านออกไปแล้ว  เราหยุดความทุกข์ ความโศก ความเศร้า ที่จะวิ่งเข้ามาในชีวิตเราไม่ได้นะครับ แต่เราปล่อยให้มันผ่านไปได้</p>
<p>แล้วทำอย่างไรถึงจะเอาหินออกไปได้ละ จริง ๆ พระพุทธเจ้าก็ทรงสอนไว้นะครับ ผ่านทางไตรสิกขา (ศีล = ลดความทุกข์ที่จะเข้ามา, สมาธิ = ตระหนักรู้อยู่ตลอดเวลาว่าหินอยู่ตรงไหน และอะไรที่เข้ามากระทบหินบ้าง, ปัญญา = เอาหินออกไปเสีย) แต่มีวิธีการง่าย ๆ วิธีหนึ่งครับ คือการลืม&#8221;ฉัน&#8221; นั่นเอง ลองดูตัวอย่างนะครับ สมมุติว่าเราหิวข้าว เราคงคิดในใจว่า &#8220;ฉันหิว&#8221; นั่นแหละครับตัว&#8221;ฉัน&#8221;มันโผล่ขึ้นมาแล้ว ก็ให้ตั้งสติไว้แล้วก็ลืม&#8221;ฉัน&#8221;ไปซะ ให้เหลือแค่&#8221;หิว&#8221; ให้รับรู้ว่าเกิดอารมณ์หิวขึ้นมาแล้วนะ ส่วนจะไปกินข้าวให้หายหิวก็ทำไป สิ่งสำคัญคือ ให้ลืม&#8221;ฉัน&#8221;ไปเสียให้ได้ ลองอีกตัวอย่างครับ สมมุติมีคนมาทำให้โกรธ เราคงคิดในใจว่า&#8221;ฉันโกรธแล้วนะ&#8221; นั่นแหละครับ ตัว&#8221;ฉัน&#8221;มันโผล่ขึ้นมาแล้ว ก็ให้ลืมมันไปซะ ให้รับรู้แค่ว่าความโกรธมันโผล่ขึ้นมาแล้ว มีคนโยนความโกรธเข้ามาแล้ว แต่ตัวฉันมันหายไปแล้วนิ ก็ปล่อยให้ความโกรธมันลอยผ่านหายไป เพราะไม่มีตัว&#8221;ฉัน&#8221;ให้มากระทบแล้ว</p>
<p>เมื่อใดที่เราลืม&#8221;ฉัน&#8221;ได้จนถึงขั้น ไม่มีฉันอยู่ เมื่อนั้นก็จะไม่มีเธอ ไม่มีใคร ไม่มีอะไรที่จะมาปรุงแต่งได้อีก ไม่มีอะไรให้ยึดมั่นถือมั่นอีก เมื่อนั้นเราก็คงใกล้ที่จะเข้าใจในสิ่งที่พระพุทธเจ้าบอกว่า <a title="พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค" href="http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/r.php?B=17&amp;A=1008&amp;w=%E4%B5%C3%C5%D1%A1%C9%B3%EC">สังขารทั้งหลายทั้งปวงประกอบไปด้วยลักษณะทั้งสาม</a></p>
<p>ขึ้นต้นด้วยเพลง ขอจบด้วยนิทานละกันนะครับ คัดลอกจาก<a title="เว็บของคิตตี้" href="http://kitty.in.th/">เว็บไซท์</a>ของมิตรสหายคนหนึ่งที่ขอนแก่น</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;</p>
<p>หลวงพ่อตันซัน เป็นพระเซ็นที่มีความแตกฉานมาก ท่านมีชีวิตอยู่เมื่อประมาณ 100 ปีมานี่เอง ท่านเป็นอาจารย์สอนวิชาปรัชญาในมหาวิทยาลัยอิมพีเรียลในโตเกียวด้วยวันหนึ่ง ท่านได้ชวนท่านเอกิโด เพื่อนพระภิกษุซึ่งเคร่งครัดหยุมหยิมในระเบียบแบบแผนต่างๆ ออกเดินธุดงค์ ระหว่างทาง พอมาถึงที่ต่ำเป็นแอ่งมีโคลนเฉอะแฉะ จะเดินอ้อมก็ไม่ได้ ก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งแต่งตัวเสียสวยงาม กำลังเก้ๆ กังๆ พยายามจะเดินข้ามตรงที่แฉะ แต่ไม่กล้า เพราะกลัวเครื่องแต่งกายที่งดงามจะเปรอะเปื้อน ก่อนที่ท่านเอกิโดจะแปลกใจที่มีหญิงสาวแต่งตัวเสียสวยงามมาเดินอยู่ในป่าคน เดียว ก็ต้องตกตะลึง เพราะเห็นท่านตันซันก้าวเดินสวบๆ เข้าไปหาหญิงผู้นั้น แล้วช้อนร่างอุ้มเดินข้ามแอ่งโคลนไป พอพ้นก็วางลงเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งสองเดินทางต่อไปโดยไม่ได้ปริปาก พูดจากัน จนกระทั่งถึงเวลาหยุดพักค่ำวันนั้น เมื่อจัดเตรียมที่พักแล้ว ท่านเอกิโดก็หลุดปากออกมาอย่างกลั้นใจจะไม่พูดไม่ไหว เป็นเชิงสั่งสอนท่านตันซัน ว่า</p>
<p>&#8220;พวกเราเป็นพระ น่าจะไม่เข้าใกล้ผู้หญิงจะดีกว่า ยิ่งแตะเนื้อต้องตัวด้วยแล้วยิ่งไม่ถูกต้อง ทำไมท่านถึงทำอย่างนั้น ?&#8221;</p>
<p>&#8220;ผมวางเด็กสาวคนนั้นลงไปตั้งแต่ตอนเช้าแล้ว ท่านยังจะมาแบกเอาไว้จนถึงเดี๋ยวนี้อยู่อีกหรือ&#8221;  หลวงพ่อตันซันโปรดเพื่อนท่าน</p>
<p>โดนย้อนเพียงเท่านี้ ท่านเอกิโดก็สว่างโพลงขึ้นทันที ตัวท่านก้าวพ้นตมมาเมื่อเช้านี้ แต่จิตของท่านเพิ่งจะมาข้ามพ้นในขณะนั้นนั่นเอง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://serenely.think-out-loud.net/2008/11/%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%a1%e0%b8%89%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b8%b0/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
