<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Serenely Think Out Loud &#187; มรณานุสติ</title>
	<atom:link href="http://serenely.think-out-loud.net/tag/%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%b4/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://serenely.think-out-loud.net</link>
	<description>จุดสงบในห้วงความคิด</description>
	<lastBuildDate>Thu, 22 Oct 2009 07:11:57 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.5</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>เรียนรู้จากคนตาย</title>
		<link>http://serenely.think-out-loud.net/2008/11/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2/</link>
		<comments>http://serenely.think-out-loud.net/2008/11/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 22 Nov 2008 06:39:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pruet</dc:creator>
				<category><![CDATA[ธรรมสนทนา]]></category>
		<category><![CDATA[มรณานุสติ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://serenely.think-out-loud.net/2008/11/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2/</guid>
		<description><![CDATA[
หมายเหตุ:ช่วงนี้งานล้นมือไม่มี
เวลานั่งเขียนอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ขอเอาของที่ได้อ่านมา
มาเล่าต่อละกันนะครับ จำไม่ได้ว่าอ่านมาจากเว็บลานธรรมหรือว่าพลังจิตแต่ก็มาจากเว็บใดเว็บหนึ่งนี่แหละครับ

เวลาเราไปงานศพเราได้เคยสังเกตปริศนาธรรมต่าง ๆ ที่คนโบราณได้ซ่อนไว้ในพิธีกรรมต่าง ๆ หรือเปล่าครับ?
การรดน้ำที่มือของผู้ตาย ว่ากันว่าเป็นการขออโหสิกรรม
หรือว่าอโหสิกรรมเพื่อไม่ให้เป็นเวรเป็นกรรมต่อไปในภพหน้า
แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นการเตือนสติคนเป็นที่มารดน้ำว่า เมื่อเราตายไป
เราก็เอาอะไรไปไม่ได้เลย แม้แต่น้ำขันเดียว ก็ไหลผ่านมือเราไป
ก่อนที่เขาจะเอาศพใส่โลง ก็ต้องมีการมัดตาสังข์สามเปราะ
ที่คออันหมายถึงบ่วงรักลูก มัดที่มือหมายถึงบ่วงรักสามีภรรยา
และมัดตรงข้อเท้าอันหมายถึงบ่วงรักทรัพย์สมบัติ
ถ้ายังติดอยู่กับสามบ่วงนี้ ก็ยังไปนิพพานไม่ได้
ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ร่ำไป (ถ้ายังจำกันได้
เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าได้บุตรคนแรกพระองค์ก็ทรงอุทานออกมาเหมือนกันว่า
ราหุล ซึ่งก็แปลว่าบ่วงนั่นเอง)
บางบ้านเวลาพระมาสวดตอนกลางคืน ก็ต้องทำการเคาะโลงให้คนตายมารับศีล
แต่เคาะให้โลกทะลุคนตายก็คงไม่ได้ยิน
แต่ก็เป็นการเคาะเตือนสนติคนที่ยังเป็นอยู่นั่นแหละ
ว่าต้องฟังธรรมรับศีลให้มากไว้ เพราะตายไปก็ไม่มีโอกาสได้ฟังอีกแล้ว
การจุดตะเกียงหรือว่าเทียนไว้ที่หัวโลง
ว่ากันว่าทำให้วิญญาณคนตายไม่หลงทางไปไหน
แต่ก็เป็นการเตือนให้คนที่ยังเป็นอยู่ว่าเรามีเพียงพระธรรมเป็นดวงประทีป
นำทาง ตราบใดที่เรายังยึดพระธรรมไว้ ชีวิตเราก็จะไม่หลงทาง
การสวดอภิธรรมมักสวดเป็นภาษาบาลี(บางวัดเริ่มมีสวดเป็นภาษาไทยแล้วครับ)
เลยนึกกันไปว่า เป็นการสวดให้คนตาย แต่จริง ๆ เป็นการสวดให้คนเป็นทั้งนั้น
เพราะส่วนใหญ่ก็เป็นการเตือนสติว่าตราบที่ยังมีชีวิตอยู่
ก็อย่าอยู่อย่างประมาท เพราะถ้าตายไป ฟังธรรมเท่าไหร่ก็ไม่ช่วยอะไรขึ้นมา
การบวชหน้าไฟเชื่อกันว่าเป็นการให้ผู้ตายได้จับผ้าเหลืองขึ้นสวรรค์
แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นโอกาสให้ผู้ที่ยังอยู่ได้ปลงธรรมสังเวช
ใช้ชีวิตในเพศสงฆ์แม้เพียงชั่วขณะ
เผื่อว่าเมื่อเห็นความไม่เที่ยงของชีวิตและไม่ประสงค์จะอยู่ในเพศฆราวาสจะ
ได้มุ่งเข้าสู่พระธรรมเพื่อไปถึงมรรคผลนิพพาน
การนิมนต์พระจูงศพไปยังฌานปนกิจสถานมักจะมีพระสงฆ์เป็นหัวขบวนชักศพและก็
จะอภิธรรมพร้อมกันไปด้วย เชื่อกันว่าเป็นการชักจูงผู้ตายไปสวรรค์
แต่ในขณะเดียวกัน
ก็เป็นการเตือนคนที่ยังเป็นอยู่ว่าเมื่อยังมีชีวิตอยู่ก็ควรเดินตามหลังพระ
ให้พระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์เป็นเครื่องนำชีวิต ไม่ให้หลงไปในอบายต่าง ๆ
(วัดทางเหนือจะมีฌานปนกิจสถานแยกออกมาจากตัววัด บางทีก็ห่างกันหลายกิโล
จึงต้องมีการตั้งขบวนลากจูงศพจากวัดไปยังฌานปนกิจสถาน
แต่เข้าใจว่าวัดทางภาคกลางจะมีฌานปนกิจสถานอยู่ในบริเวณวัดเลยเลยอาจจะไม่มี
การชักจูงศพนะครับ)
การพาศพเวียนซ้ายสามรอบ หมายถึงการเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพทั้งสาม
คือกามภพ รูปภพ และอรูปภพด้วยกิเลสตัณหาก็จะวนเวียนเป็นทุกข์ไปไม่จบศล
ดังนั้นจึงต้องทวนกระแสกิเลส จึงได้พาศพเวียนซ้าย
การเผาศพ ว่ากันว่าเป็นการส่งผู้ตายไปสวรรค์ แต่เมื่อเผาศพแล้ว
ร่างกายเราก็เหลือเพียงเถ้ากระดูก ไม่ว่าจะร่ำรวยยากจนแค่ไหน
เผาแล้วก็ได้แค่เถ้าและกระดูกอย่างละกองเท่ากัน
มีตอนหนึ่งจากเรื่อง CSI ตัวเอกพูดว่า &#8220;คนตายบอกอะไรมากมาย
ถ้าเราตั้งใจฟัง และพวกเขาก็ไม่เคยโกหกด้วย&#8221;
เราลองมาฟังธรรมจากคนตายดูบ้างนะครับ

]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class="content clear-block">
<p>หมายเหตุ:ช่วงนี้งานล้นมือไม่มี<br />
เวลานั่งเขียนอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ขอเอาของที่ได้อ่านมา<br />
มาเล่าต่อละกันนะครับ จำไม่ได้ว่าอ่านมาจากเว็บ<a href="http://www.larntum.in.th/">ลานธรรม</a>หรือว่า<a href="http://www.palungjit.com/">พลังจิต</a>แต่ก็มาจากเว็บใดเว็บหนึ่งนี่แหละครับ</p>
<p><span id="more-18"></span></p>
<p>เวลาเราไปงานศพเราได้เคยสังเกตปริศนาธรรมต่าง ๆ ที่คนโบราณได้ซ่อนไว้ในพิธีกรรมต่าง ๆ หรือเปล่าครับ?</p>
<p>การรดน้ำที่มือของผู้ตาย ว่ากันว่าเป็นการขออโหสิกรรม<br />
หรือว่าอโหสิกรรมเพื่อไม่ให้เป็นเวรเป็นกรรมต่อไปในภพหน้า<br />
แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นการเตือนสติคนเป็นที่มารดน้ำว่า เมื่อเราตายไป<br />
เราก็เอาอะไรไปไม่ได้เลย แม้แต่น้ำขันเดียว ก็ไหลผ่านมือเราไป</p>
<p>ก่อนที่เขาจะเอาศพใส่โลง ก็ต้องมีการมัดตาสังข์สามเปราะ<br />
ที่คออันหมายถึงบ่วงรักลูก มัดที่มือหมายถึงบ่วงรักสามีภรรยา<br />
และมัดตรงข้อเท้าอันหมายถึงบ่วงรักทรัพย์สมบัติ<br />
ถ้ายังติดอยู่กับสามบ่วงนี้ ก็ยังไปนิพพานไม่ได้<br />
ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ร่ำไป (ถ้ายังจำกันได้<br />
เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าได้บุตรคนแรกพระองค์ก็ทรงอุทานออกมาเหมือนกันว่า<br />
ราหุล ซึ่งก็แปลว่าบ่วงนั่นเอง)</p>
<p>บางบ้านเวลาพระมาสวดตอนกลางคืน ก็ต้องทำการเคาะโลงให้คนตายมารับศีล<br />
แต่เคาะให้โลกทะลุคนตายก็คงไม่ได้ยิน<br />
แต่ก็เป็นการเคาะเตือนสนติคนที่ยังเป็นอยู่นั่นแหละ<br />
ว่าต้องฟังธรรมรับศีลให้มากไว้ เพราะตายไปก็ไม่มีโอกาสได้ฟังอีกแล้ว</p>
<p>การจุดตะเกียงหรือว่าเทียนไว้ที่หัวโลง<br />
ว่ากันว่าทำให้วิญญาณคนตายไม่หลงทางไปไหน<br />
แต่ก็เป็นการเตือนให้คนที่ยังเป็นอยู่ว่าเรามีเพียงพระธรรมเป็นดวงประทีป<br />
นำทาง ตราบใดที่เรายังยึดพระธรรมไว้ ชีวิตเราก็จะไม่หลงทาง</p>
<p>การสวดอภิธรรมมักสวดเป็นภาษาบาลี(บางวัดเริ่มมีสวดเป็นภาษาไทยแล้วครับ)<br />
เลยนึกกันไปว่า เป็นการสวดให้คนตาย แต่จริง ๆ เป็นการสวดให้คนเป็นทั้งนั้น<br />
เพราะส่วนใหญ่ก็เป็นการเตือนสติว่าตราบที่ยังมีชีวิตอยู่<br />
ก็อย่าอยู่อย่างประมาท เพราะถ้าตายไป ฟังธรรมเท่าไหร่ก็ไม่ช่วยอะไรขึ้นมา</p>
<p>การบวชหน้าไฟเชื่อกันว่าเป็นการให้ผู้ตายได้จับผ้าเหลืองขึ้นสวรรค์<br />
แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นโอกาสให้ผู้ที่ยังอยู่ได้ปลงธรรมสังเวช<br />
ใช้ชีวิตในเพศสงฆ์แม้เพียงชั่วขณะ<br />
เผื่อว่าเมื่อเห็นความไม่เที่ยงของชีวิตและไม่ประสงค์จะอยู่ในเพศฆราวาสจะ<br />
ได้มุ่งเข้าสู่พระธรรมเพื่อไปถึงมรรคผลนิพพาน</p>
<p>การนิมนต์พระจูงศพไปยังฌานปนกิจสถานมักจะมีพระสงฆ์เป็นหัวขบวนชักศพและก็<br />
จะอภิธรรมพร้อมกันไปด้วย เชื่อกันว่าเป็นการชักจูงผู้ตายไปสวรรค์<br />
แต่ในขณะเดียวกัน<br />
ก็เป็นการเตือนคนที่ยังเป็นอยู่ว่าเมื่อยังมีชีวิตอยู่ก็ควรเดินตามหลังพระ<br />
ให้พระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์เป็นเครื่องนำชีวิต ไม่ให้หลงไปในอบายต่าง ๆ<br />
(วัดทางเหนือจะมีฌานปนกิจสถานแยกออกมาจากตัววัด บางทีก็ห่างกันหลายกิโล<br />
จึงต้องมีการตั้งขบวนลากจูงศพจากวัดไปยังฌานปนกิจสถาน<br />
แต่เข้าใจว่าวัดทางภาคกลางจะมีฌานปนกิจสถานอยู่ในบริเวณวัดเลยเลยอาจจะไม่มี<br />
การชักจูงศพนะครับ)</p>
<p>การพาศพเวียนซ้ายสามรอบ หมายถึงการเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพทั้งสาม<br />
คือกามภพ รูปภพ และอรูปภพด้วยกิเลสตัณหาก็จะวนเวียนเป็นทุกข์ไปไม่จบศล<br />
ดังนั้นจึงต้องทวนกระแสกิเลส จึงได้พาศพเวียนซ้าย</p>
<p>การเผาศพ ว่ากันว่าเป็นการส่งผู้ตายไปสวรรค์ แต่เมื่อเผาศพแล้ว<br />
ร่างกายเราก็เหลือเพียงเถ้ากระดูก ไม่ว่าจะร่ำรวยยากจนแค่ไหน<br />
เผาแล้วก็ได้แค่เถ้าและกระดูกอย่างละกองเท่ากัน</p>
<p>มีตอนหนึ่งจากเรื่อง CSI ตัวเอกพูดว่า &#8220;คนตายบอกอะไรมากมาย<br />
ถ้าเราตั้งใจฟัง และพวกเขาก็ไม่เคยโกหกด้วย&#8221;<br />
เราลองมาฟังธรรมจากคนตายดูบ้างนะครับ</p>
</p></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://serenely.think-out-loud.net/2008/11/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
