<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Serenely Think Out Loud &#187; ธรรมสนทนา</title>
	<atom:link href="http://serenely.think-out-loud.net/category/discussion/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://serenely.think-out-loud.net</link>
	<description>จุดสงบในห้วงความคิด</description>
	<lastBuildDate>Thu, 22 Oct 2009 07:11:57 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.5</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>สามบ่วง (ที่ไม่ใช่สามห่วงทอง)</title>
		<link>http://serenely.think-out-loud.net/2008/11/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%87-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%a7/</link>
		<comments>http://serenely.think-out-loud.net/2008/11/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%87-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%a7/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 22 Nov 2008 21:27:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pruet</dc:creator>
				<category><![CDATA[ธรรมสนทนา]]></category>
		<category><![CDATA[คติธรรม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://serenely.think-out-loud.net/2008/11/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%87-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%a7/</guid>
		<description><![CDATA[
มีบุตรบ่วงหนึ่งเกี้ยว พันคอ
ทรัพย์ผูกบาทาคลอ หน่วงไว้
สามีภรรยาเยี่ยงป่านปอ รึง รัด มือนา
สามสิ่งใครเว้นได้ จึงพ้นสงสาร
&#160;
ฟังธรรมเทศนาของหลวงพ่อปัญญาแล้วโดนใจ ก็เลยเอามา post ไว้ เผื่อใครจะเลิกอยากเอาบ่วงมาคล้องคอคล้องเท้าบ้าง   ใครอยากฟังก็กดเลือกได้จาก หัวข้อธรรมบรรยาย ด้านซ้ายมือได้เลยครับ
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span class="submitted"><br /></span></p>
<p>มีบุตรบ่วงหนึ่งเกี้ยว พันคอ</p>
<p>ทรัพย์ผูกบาทาคลอ หน่วงไว้</p>
<p>สามีภรรยาเยี่ยงป่านปอ รึง รัด มือนา</p>
<p>สามสิ่งใครเว้นได้ จึงพ้นสงสาร</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ฟังธรรมเทศนาของหลวงพ่อปัญญาแล้วโดนใจ ก็เลยเอามา post ไว้ เผื่อใครจะเลิกอยากเอาบ่วงมาคล้องคอคล้องเท้าบ้าง <img src='http://serenely.think-out-loud.net/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' />  ใครอยากฟังก็กดเลือกได้จาก หัวข้อธรรมบรรยาย ด้านซ้ายมือได้เลยครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://serenely.think-out-loud.net/2008/11/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%87-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%a7/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การทำงานคือการปฏิบัติธรรม</title>
		<link>http://serenely.think-out-loud.net/2008/11/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%98/</link>
		<comments>http://serenely.think-out-loud.net/2008/11/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%98/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 22 Nov 2008 06:42:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pruet</dc:creator>
				<category><![CDATA[ธรรมสนทนา]]></category>
		<category><![CDATA[พุทธทาส]]></category>
		<category><![CDATA[เซน]]></category>
		<category><![CDATA[เสียงธรรม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://serenely.think-out-loud.net/2008/11/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%98/</guid>
		<description><![CDATA[
ผมเคยแนะนำหนังสือ
ของทางติช นัท ฮันห์ไปเล่มหนึ่งนะครับ ถ้าใครเคยอ่านหนังสือของท่านติช นัท
ฮันห์จะมีหลักการอันหนึ่งที่ท่านกล่าวย้ำอยู่เสมอคือการปฏิบัติธรรมนั้นไม่สามารถแยกจากการใช้ชีวิตปกติได้

ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การล้างจาน หรือการกินอาหาร
ก็ล้วนแต่เป็นโอกาสในการปฏิบัติธรรมทั้งนั้น
พอดีไปเจอเสียงธรรมของท่านพุทธทาสในหัวข้อที่ว่า การทำงานคือการปฏิบัติธรรม จากเว็บไซท์พุทธทาส.คอม ก็เลยเอามาแนะนำให้ฟังกันนะครับ ไฟล์เสียงมีขนาดเล็ก ดาวน์โหลดไม่นาน คุณภาพเสียงอาจจะไม่ดีนัก แต่ก็ชัดเจนดีครับ
 
ข้อมูลเพิ่มเติมจากคุณ  happymonster 
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class="content clear-block">
<p>ผม<a href="http://serenely.think-out-loud.net/2008/12/%e0%b8%9b%e0%b8%b2%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b9/">เคยแนะนำ</a>หนังสือ<br />
ของทางติช นัท ฮันห์ไปเล่มหนึ่งนะครับ ถ้าใครเคยอ่านหนังสือของท่านติช นัท<br />
ฮันห์จะมีหลักการอันหนึ่งที่ท่านกล่าวย้ำอยู่เสมอคือ<a href="http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=10957">การปฏิบัติธรรมนั้นไม่สามารถแยกจากการใช้ชีวิตปกติได้</a></p>
<p><span id="more-20"></span></p>
<p>ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การล้างจาน หรือการกินอาหาร<br />
ก็ล้วนแต่เป็นโอกาสในการปฏิบัติธรรมทั้งนั้น<br />
พอดีไปเจอเสียงธรรมของท่านพุทธทาสในหัวข้อที่ว่า <a href="http://www.buddhadasa.com/dhammasound7/duty.html">การทำงานคือการปฏิบัติธรรม</a> จากเว็บไซท์<a href="http://www.buddhadasa.com/">พุทธทาส.คอม</a> ก็เลยเอามาแนะนำให้ฟังกันนะครับ ไฟล์เสียงมีขนาดเล็ก ดาวน์โหลดไม่นาน คุณภาพเสียงอาจจะไม่ดีนัก แต่ก็ชัดเจนดีครับ</p>
<p> </p>
<p>ข้อมูลเพิ่มเติมจากคุณ <span class="submitted"> <a href="http://twitter.com/happymonster">happymonster</a> </span></p>
<p><!--</p>
<h3></h3>
<p>&#8211;></p>
<div class="content">
<p>มีคนถอดเทปมาให้แล้วครับ บน วิชาการ.คอม print ไปอ่านได้ที่ การทำงาน คือการปฏิบัติธรรม <a title="http://www.vcharkarn.com/varticle/17893" href="http://www.vcharkarn.com/varticle/17893">http://www.vcharkarn.com/varticle/17893</a></p>
<p> </p></div>
<p> </p></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://serenely.think-out-loud.net/2008/11/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%98/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เรียนรู้จากคนตาย</title>
		<link>http://serenely.think-out-loud.net/2008/11/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2/</link>
		<comments>http://serenely.think-out-loud.net/2008/11/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 22 Nov 2008 06:39:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pruet</dc:creator>
				<category><![CDATA[ธรรมสนทนา]]></category>
		<category><![CDATA[มรณานุสติ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://serenely.think-out-loud.net/2008/11/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2/</guid>
		<description><![CDATA[
หมายเหตุ:ช่วงนี้งานล้นมือไม่มี
เวลานั่งเขียนอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ขอเอาของที่ได้อ่านมา
มาเล่าต่อละกันนะครับ จำไม่ได้ว่าอ่านมาจากเว็บลานธรรมหรือว่าพลังจิตแต่ก็มาจากเว็บใดเว็บหนึ่งนี่แหละครับ

เวลาเราไปงานศพเราได้เคยสังเกตปริศนาธรรมต่าง ๆ ที่คนโบราณได้ซ่อนไว้ในพิธีกรรมต่าง ๆ หรือเปล่าครับ?
การรดน้ำที่มือของผู้ตาย ว่ากันว่าเป็นการขออโหสิกรรม
หรือว่าอโหสิกรรมเพื่อไม่ให้เป็นเวรเป็นกรรมต่อไปในภพหน้า
แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นการเตือนสติคนเป็นที่มารดน้ำว่า เมื่อเราตายไป
เราก็เอาอะไรไปไม่ได้เลย แม้แต่น้ำขันเดียว ก็ไหลผ่านมือเราไป
ก่อนที่เขาจะเอาศพใส่โลง ก็ต้องมีการมัดตาสังข์สามเปราะ
ที่คออันหมายถึงบ่วงรักลูก มัดที่มือหมายถึงบ่วงรักสามีภรรยา
และมัดตรงข้อเท้าอันหมายถึงบ่วงรักทรัพย์สมบัติ
ถ้ายังติดอยู่กับสามบ่วงนี้ ก็ยังไปนิพพานไม่ได้
ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ร่ำไป (ถ้ายังจำกันได้
เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าได้บุตรคนแรกพระองค์ก็ทรงอุทานออกมาเหมือนกันว่า
ราหุล ซึ่งก็แปลว่าบ่วงนั่นเอง)
บางบ้านเวลาพระมาสวดตอนกลางคืน ก็ต้องทำการเคาะโลงให้คนตายมารับศีล
แต่เคาะให้โลกทะลุคนตายก็คงไม่ได้ยิน
แต่ก็เป็นการเคาะเตือนสนติคนที่ยังเป็นอยู่นั่นแหละ
ว่าต้องฟังธรรมรับศีลให้มากไว้ เพราะตายไปก็ไม่มีโอกาสได้ฟังอีกแล้ว
การจุดตะเกียงหรือว่าเทียนไว้ที่หัวโลง
ว่ากันว่าทำให้วิญญาณคนตายไม่หลงทางไปไหน
แต่ก็เป็นการเตือนให้คนที่ยังเป็นอยู่ว่าเรามีเพียงพระธรรมเป็นดวงประทีป
นำทาง ตราบใดที่เรายังยึดพระธรรมไว้ ชีวิตเราก็จะไม่หลงทาง
การสวดอภิธรรมมักสวดเป็นภาษาบาลี(บางวัดเริ่มมีสวดเป็นภาษาไทยแล้วครับ)
เลยนึกกันไปว่า เป็นการสวดให้คนตาย แต่จริง ๆ เป็นการสวดให้คนเป็นทั้งนั้น
เพราะส่วนใหญ่ก็เป็นการเตือนสติว่าตราบที่ยังมีชีวิตอยู่
ก็อย่าอยู่อย่างประมาท เพราะถ้าตายไป ฟังธรรมเท่าไหร่ก็ไม่ช่วยอะไรขึ้นมา
การบวชหน้าไฟเชื่อกันว่าเป็นการให้ผู้ตายได้จับผ้าเหลืองขึ้นสวรรค์
แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นโอกาสให้ผู้ที่ยังอยู่ได้ปลงธรรมสังเวช
ใช้ชีวิตในเพศสงฆ์แม้เพียงชั่วขณะ
เผื่อว่าเมื่อเห็นความไม่เที่ยงของชีวิตและไม่ประสงค์จะอยู่ในเพศฆราวาสจะ
ได้มุ่งเข้าสู่พระธรรมเพื่อไปถึงมรรคผลนิพพาน
การนิมนต์พระจูงศพไปยังฌานปนกิจสถานมักจะมีพระสงฆ์เป็นหัวขบวนชักศพและก็
จะอภิธรรมพร้อมกันไปด้วย เชื่อกันว่าเป็นการชักจูงผู้ตายไปสวรรค์
แต่ในขณะเดียวกัน
ก็เป็นการเตือนคนที่ยังเป็นอยู่ว่าเมื่อยังมีชีวิตอยู่ก็ควรเดินตามหลังพระ
ให้พระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์เป็นเครื่องนำชีวิต ไม่ให้หลงไปในอบายต่าง ๆ
(วัดทางเหนือจะมีฌานปนกิจสถานแยกออกมาจากตัววัด บางทีก็ห่างกันหลายกิโล
จึงต้องมีการตั้งขบวนลากจูงศพจากวัดไปยังฌานปนกิจสถาน
แต่เข้าใจว่าวัดทางภาคกลางจะมีฌานปนกิจสถานอยู่ในบริเวณวัดเลยเลยอาจจะไม่มี
การชักจูงศพนะครับ)
การพาศพเวียนซ้ายสามรอบ หมายถึงการเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพทั้งสาม
คือกามภพ รูปภพ และอรูปภพด้วยกิเลสตัณหาก็จะวนเวียนเป็นทุกข์ไปไม่จบศล
ดังนั้นจึงต้องทวนกระแสกิเลส จึงได้พาศพเวียนซ้าย
การเผาศพ ว่ากันว่าเป็นการส่งผู้ตายไปสวรรค์ แต่เมื่อเผาศพแล้ว
ร่างกายเราก็เหลือเพียงเถ้ากระดูก ไม่ว่าจะร่ำรวยยากจนแค่ไหน
เผาแล้วก็ได้แค่เถ้าและกระดูกอย่างละกองเท่ากัน
มีตอนหนึ่งจากเรื่อง CSI ตัวเอกพูดว่า &#8220;คนตายบอกอะไรมากมาย
ถ้าเราตั้งใจฟัง และพวกเขาก็ไม่เคยโกหกด้วย&#8221;
เราลองมาฟังธรรมจากคนตายดูบ้างนะครับ

]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class="content clear-block">
<p>หมายเหตุ:ช่วงนี้งานล้นมือไม่มี<br />
เวลานั่งเขียนอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ขอเอาของที่ได้อ่านมา<br />
มาเล่าต่อละกันนะครับ จำไม่ได้ว่าอ่านมาจากเว็บ<a href="http://www.larntum.in.th/">ลานธรรม</a>หรือว่า<a href="http://www.palungjit.com/">พลังจิต</a>แต่ก็มาจากเว็บใดเว็บหนึ่งนี่แหละครับ</p>
<p><span id="more-18"></span></p>
<p>เวลาเราไปงานศพเราได้เคยสังเกตปริศนาธรรมต่าง ๆ ที่คนโบราณได้ซ่อนไว้ในพิธีกรรมต่าง ๆ หรือเปล่าครับ?</p>
<p>การรดน้ำที่มือของผู้ตาย ว่ากันว่าเป็นการขออโหสิกรรม<br />
หรือว่าอโหสิกรรมเพื่อไม่ให้เป็นเวรเป็นกรรมต่อไปในภพหน้า<br />
แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นการเตือนสติคนเป็นที่มารดน้ำว่า เมื่อเราตายไป<br />
เราก็เอาอะไรไปไม่ได้เลย แม้แต่น้ำขันเดียว ก็ไหลผ่านมือเราไป</p>
<p>ก่อนที่เขาจะเอาศพใส่โลง ก็ต้องมีการมัดตาสังข์สามเปราะ<br />
ที่คออันหมายถึงบ่วงรักลูก มัดที่มือหมายถึงบ่วงรักสามีภรรยา<br />
และมัดตรงข้อเท้าอันหมายถึงบ่วงรักทรัพย์สมบัติ<br />
ถ้ายังติดอยู่กับสามบ่วงนี้ ก็ยังไปนิพพานไม่ได้<br />
ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ร่ำไป (ถ้ายังจำกันได้<br />
เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าได้บุตรคนแรกพระองค์ก็ทรงอุทานออกมาเหมือนกันว่า<br />
ราหุล ซึ่งก็แปลว่าบ่วงนั่นเอง)</p>
<p>บางบ้านเวลาพระมาสวดตอนกลางคืน ก็ต้องทำการเคาะโลงให้คนตายมารับศีล<br />
แต่เคาะให้โลกทะลุคนตายก็คงไม่ได้ยิน<br />
แต่ก็เป็นการเคาะเตือนสนติคนที่ยังเป็นอยู่นั่นแหละ<br />
ว่าต้องฟังธรรมรับศีลให้มากไว้ เพราะตายไปก็ไม่มีโอกาสได้ฟังอีกแล้ว</p>
<p>การจุดตะเกียงหรือว่าเทียนไว้ที่หัวโลง<br />
ว่ากันว่าทำให้วิญญาณคนตายไม่หลงทางไปไหน<br />
แต่ก็เป็นการเตือนให้คนที่ยังเป็นอยู่ว่าเรามีเพียงพระธรรมเป็นดวงประทีป<br />
นำทาง ตราบใดที่เรายังยึดพระธรรมไว้ ชีวิตเราก็จะไม่หลงทาง</p>
<p>การสวดอภิธรรมมักสวดเป็นภาษาบาลี(บางวัดเริ่มมีสวดเป็นภาษาไทยแล้วครับ)<br />
เลยนึกกันไปว่า เป็นการสวดให้คนตาย แต่จริง ๆ เป็นการสวดให้คนเป็นทั้งนั้น<br />
เพราะส่วนใหญ่ก็เป็นการเตือนสติว่าตราบที่ยังมีชีวิตอยู่<br />
ก็อย่าอยู่อย่างประมาท เพราะถ้าตายไป ฟังธรรมเท่าไหร่ก็ไม่ช่วยอะไรขึ้นมา</p>
<p>การบวชหน้าไฟเชื่อกันว่าเป็นการให้ผู้ตายได้จับผ้าเหลืองขึ้นสวรรค์<br />
แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นโอกาสให้ผู้ที่ยังอยู่ได้ปลงธรรมสังเวช<br />
ใช้ชีวิตในเพศสงฆ์แม้เพียงชั่วขณะ<br />
เผื่อว่าเมื่อเห็นความไม่เที่ยงของชีวิตและไม่ประสงค์จะอยู่ในเพศฆราวาสจะ<br />
ได้มุ่งเข้าสู่พระธรรมเพื่อไปถึงมรรคผลนิพพาน</p>
<p>การนิมนต์พระจูงศพไปยังฌานปนกิจสถานมักจะมีพระสงฆ์เป็นหัวขบวนชักศพและก็<br />
จะอภิธรรมพร้อมกันไปด้วย เชื่อกันว่าเป็นการชักจูงผู้ตายไปสวรรค์<br />
แต่ในขณะเดียวกัน<br />
ก็เป็นการเตือนคนที่ยังเป็นอยู่ว่าเมื่อยังมีชีวิตอยู่ก็ควรเดินตามหลังพระ<br />
ให้พระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์เป็นเครื่องนำชีวิต ไม่ให้หลงไปในอบายต่าง ๆ<br />
(วัดทางเหนือจะมีฌานปนกิจสถานแยกออกมาจากตัววัด บางทีก็ห่างกันหลายกิโล<br />
จึงต้องมีการตั้งขบวนลากจูงศพจากวัดไปยังฌานปนกิจสถาน<br />
แต่เข้าใจว่าวัดทางภาคกลางจะมีฌานปนกิจสถานอยู่ในบริเวณวัดเลยเลยอาจจะไม่มี<br />
การชักจูงศพนะครับ)</p>
<p>การพาศพเวียนซ้ายสามรอบ หมายถึงการเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพทั้งสาม<br />
คือกามภพ รูปภพ และอรูปภพด้วยกิเลสตัณหาก็จะวนเวียนเป็นทุกข์ไปไม่จบศล<br />
ดังนั้นจึงต้องทวนกระแสกิเลส จึงได้พาศพเวียนซ้าย</p>
<p>การเผาศพ ว่ากันว่าเป็นการส่งผู้ตายไปสวรรค์ แต่เมื่อเผาศพแล้ว<br />
ร่างกายเราก็เหลือเพียงเถ้ากระดูก ไม่ว่าจะร่ำรวยยากจนแค่ไหน<br />
เผาแล้วก็ได้แค่เถ้าและกระดูกอย่างละกองเท่ากัน</p>
<p>มีตอนหนึ่งจากเรื่อง CSI ตัวเอกพูดว่า &#8220;คนตายบอกอะไรมากมาย<br />
ถ้าเราตั้งใจฟัง และพวกเขาก็ไม่เคยโกหกด้วย&#8221;<br />
เราลองมาฟังธรรมจากคนตายดูบ้างนะครับ</p>
</p></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://serenely.think-out-loud.net/2008/11/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ลืม&#8221;ฉัน&#8221;เสียเถอะ คนดี..</title>
		<link>http://serenely.think-out-loud.net/2008/11/%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%a1%e0%b8%89%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b8%b0/</link>
		<comments>http://serenely.think-out-loud.net/2008/11/%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%a1%e0%b8%89%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b8%b0/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 22 Nov 2008 06:35:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pruet</dc:creator>
				<category><![CDATA[ธรรมสนทนา]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[อนัตตา]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรลักษณ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://serenely.think-out-loud.net/2008/11/%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%a1%e0%b8%89%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b8%b0-%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b5/</guid>
		<description><![CDATA[แนวคิดสำคัญอันหนึ่งของพุทธศาสนาคือไตรลักษณ์ หรือสิ่งสามัญของสังขารทั้งปวง สังขารในที่นี้ไม่ใช่อายุนะครับ แต่หมายถึงร่างกาย สสาร สิ่งต่าง ๆ ที่จิตใจเราปรุงแต่งขึ้นมาจากธาตุ 4 ไตรลักษณ์หรือว่าลักษณะทั้งสามกล่าวว่า สังขารทั้งปวงนั้นไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ และสังขารทั้งปวงไม่มีตัวตนอยู่ พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าเมื่อใดที่เรามองเห็นไตรลักษณ์ในสังขารทั้งปวง เมื่อนั้นเราจะสามารถหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งหลายได้

ฟังแบบนี้อาจจะนึกไม่ออกว่ามันจะเป็นได้อย่างไร ลองยกตัวอย่างว่าสังขารของตัวเราเหมือนหินก่อนหนึ่ง ส่วนทุกข์ สุข หรือว่าอะไรต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิตก็เหมือนกับสิ่งต่าง ๆ ที่ถูกโยนเข้ามายังหินนั้น ถ้าเป็นทุกข์ ก็อาจจะเป็นไข่เน่า แต่ถ้าเป็นสุขก็อาจจะเป็นดอกไม้ ว่าแบบนั้นก็ได้ครับ และถ้าเป็นทุกข์ที่เราสร้างเอง ก็เหมือนเราโยนสิ่งต่าง ๆ เข้าหาตัวเราเอง แต่ถ้าเป็นทุกข์ที่คนอื่นนำมา ก็เหมือนสิ่งต่าง ๆ ที่คนอื่นโยนเข้ามา ทีนี้ ปัญหาคือ ทำอย่างไรถึงจะไม่ให้มีทุกข์? (หรือดีกว่านั้นคือไม่มีสุข(ชั่วคราว)ด้วยเลย) วิธีการที่ง่ายที่สุดก็คือ หยุดโยนความทุกข์ทั้งหลายเข้าใส่ตัวเอง พูดง่าย ๆ ก็คือหยุดหาเรื่องใส่ตัวนั้นเอง แค่นี้ความทุกข์ก็จะไม่กล้ำกลายเราได้ แต่เราไปห้ามคนอื่นไม่ได้นิครับ เราอยู่ของเราดี ๆ อาจจะโดนความทุกข์ที่คนอื่นโยนเข้ามาก็ได้
แล้วมีวิธีการอะไรที่จะหยุดความทุกข์แบบถาวรมั้ย วิธีการหนึ่งที่พระพุทธเจ้าสอนก็คือ ก็เอาหินก้อนนั้นออกไปเสียซิ เมื่อไม่มีก้อนหิน ก็ย่อมไม่มีอะไรที่จะให้ถูกกระทบ ไม่ว่าใครจะโยนอะไรเข้ามา มันก็วิ่งผ่านไป [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>แนวคิดสำคัญอันหนึ่งของพุทธศาสนาคือไตรลักษณ์ หรือสิ่งสามัญของสังขารทั้งปวง สังขารในที่นี้ไม่ใช่อายุนะครับ แต่หมายถึงร่างกาย สสาร สิ่งต่าง ๆ ที่จิตใจเราปรุงแต่งขึ้นมาจากธาตุ 4 ไตรลักษณ์หรือว่าลักษณะทั้งสามกล่าวว่า สังขารทั้งปวงนั้นไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ และสังขารทั้งปวงไม่มีตัวตนอยู่ พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าเมื่อใดที่เรามองเห็นไตรลักษณ์ในสังขารทั้งปวง เมื่อนั้นเราจะสามารถหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งหลายได้</p>
<p><span id="more-14"></span></p>
<p>ฟังแบบนี้อาจจะนึกไม่ออกว่ามันจะเป็นได้อย่างไร ลองยกตัวอย่างว่าสังขารของตัวเราเหมือนหินก่อนหนึ่ง ส่วนทุกข์ สุข หรือว่าอะไรต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิตก็เหมือนกับสิ่งต่าง ๆ ที่ถูกโยนเข้ามายังหินนั้น ถ้าเป็นทุกข์ ก็อาจจะเป็นไข่เน่า แต่ถ้าเป็นสุขก็อาจจะเป็นดอกไม้ ว่าแบบนั้นก็ได้ครับ และถ้าเป็นทุกข์ที่เราสร้างเอง ก็เหมือนเราโยนสิ่งต่าง ๆ เข้าหาตัวเราเอง แต่ถ้าเป็นทุกข์ที่คนอื่นนำมา ก็เหมือนสิ่งต่าง ๆ ที่คนอื่นโยนเข้ามา ทีนี้ ปัญหาคือ ทำอย่างไรถึงจะไม่ให้มีทุกข์? (หรือดีกว่านั้นคือไม่มีสุข(ชั่วคราว)ด้วยเลย) วิธีการที่ง่ายที่สุดก็คือ หยุดโยนความทุกข์ทั้งหลายเข้าใส่ตัวเอง พูดง่าย ๆ ก็คือหยุดหาเรื่องใส่ตัวนั้นเอง แค่นี้ความทุกข์ก็จะไม่กล้ำกลายเราได้ แต่เราไปห้ามคนอื่นไม่ได้นิครับ เราอยู่ของเราดี ๆ อาจจะโดนความทุกข์ที่คนอื่นโยนเข้ามาก็ได้</p>
<p>แล้วมีวิธีการอะไรที่จะหยุดความทุกข์แบบถาวรมั้ย วิธีการหนึ่งที่พระพุทธเจ้าสอนก็คือ ก็เอาหินก้อนนั้นออกไปเสียซิ เมื่อไม่มีก้อนหิน ก็ย่อมไม่มีอะไรที่จะให้ถูกกระทบ ไม่ว่าใครจะโยนอะไรเข้ามา มันก็วิ่งผ่านไป เหมือนความทุกข์ที่วิ่งเข้ามาในชีวิต เราก็รับรู้ว่า โอ้ ความทุกข์เข้ามาแล้ว และความทุกข์มันกำลังจะผ่านออกไปแล้ว  เราหยุดความทุกข์ ความโศก ความเศร้า ที่จะวิ่งเข้ามาในชีวิตเราไม่ได้นะครับ แต่เราปล่อยให้มันผ่านไปได้</p>
<p>แล้วทำอย่างไรถึงจะเอาหินออกไปได้ละ จริง ๆ พระพุทธเจ้าก็ทรงสอนไว้นะครับ ผ่านทางไตรสิกขา (ศีล = ลดความทุกข์ที่จะเข้ามา, สมาธิ = ตระหนักรู้อยู่ตลอดเวลาว่าหินอยู่ตรงไหน และอะไรที่เข้ามากระทบหินบ้าง, ปัญญา = เอาหินออกไปเสีย) แต่มีวิธีการง่าย ๆ วิธีหนึ่งครับ คือการลืม&#8221;ฉัน&#8221; นั่นเอง ลองดูตัวอย่างนะครับ สมมุติว่าเราหิวข้าว เราคงคิดในใจว่า &#8220;ฉันหิว&#8221; นั่นแหละครับตัว&#8221;ฉัน&#8221;มันโผล่ขึ้นมาแล้ว ก็ให้ตั้งสติไว้แล้วก็ลืม&#8221;ฉัน&#8221;ไปซะ ให้เหลือแค่&#8221;หิว&#8221; ให้รับรู้ว่าเกิดอารมณ์หิวขึ้นมาแล้วนะ ส่วนจะไปกินข้าวให้หายหิวก็ทำไป สิ่งสำคัญคือ ให้ลืม&#8221;ฉัน&#8221;ไปเสียให้ได้ ลองอีกตัวอย่างครับ สมมุติมีคนมาทำให้โกรธ เราคงคิดในใจว่า&#8221;ฉันโกรธแล้วนะ&#8221; นั่นแหละครับ ตัว&#8221;ฉัน&#8221;มันโผล่ขึ้นมาแล้ว ก็ให้ลืมมันไปซะ ให้รับรู้แค่ว่าความโกรธมันโผล่ขึ้นมาแล้ว มีคนโยนความโกรธเข้ามาแล้ว แต่ตัวฉันมันหายไปแล้วนิ ก็ปล่อยให้ความโกรธมันลอยผ่านหายไป เพราะไม่มีตัว&#8221;ฉัน&#8221;ให้มากระทบแล้ว</p>
<p>เมื่อใดที่เราลืม&#8221;ฉัน&#8221;ได้จนถึงขั้น ไม่มีฉันอยู่ เมื่อนั้นก็จะไม่มีเธอ ไม่มีใคร ไม่มีอะไรที่จะมาปรุงแต่งได้อีก ไม่มีอะไรให้ยึดมั่นถือมั่นอีก เมื่อนั้นเราก็คงใกล้ที่จะเข้าใจในสิ่งที่พระพุทธเจ้าบอกว่า <a title="พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค" href="http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/r.php?B=17&amp;A=1008&amp;w=%E4%B5%C3%C5%D1%A1%C9%B3%EC">สังขารทั้งหลายทั้งปวงประกอบไปด้วยลักษณะทั้งสาม</a></p>
<p>ขึ้นต้นด้วยเพลง ขอจบด้วยนิทานละกันนะครับ คัดลอกจาก<a title="เว็บของคิตตี้" href="http://kitty.in.th/">เว็บไซท์</a>ของมิตรสหายคนหนึ่งที่ขอนแก่น</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;</p>
<p>หลวงพ่อตันซัน เป็นพระเซ็นที่มีความแตกฉานมาก ท่านมีชีวิตอยู่เมื่อประมาณ 100 ปีมานี่เอง ท่านเป็นอาจารย์สอนวิชาปรัชญาในมหาวิทยาลัยอิมพีเรียลในโตเกียวด้วยวันหนึ่ง ท่านได้ชวนท่านเอกิโด เพื่อนพระภิกษุซึ่งเคร่งครัดหยุมหยิมในระเบียบแบบแผนต่างๆ ออกเดินธุดงค์ ระหว่างทาง พอมาถึงที่ต่ำเป็นแอ่งมีโคลนเฉอะแฉะ จะเดินอ้อมก็ไม่ได้ ก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งแต่งตัวเสียสวยงาม กำลังเก้ๆ กังๆ พยายามจะเดินข้ามตรงที่แฉะ แต่ไม่กล้า เพราะกลัวเครื่องแต่งกายที่งดงามจะเปรอะเปื้อน ก่อนที่ท่านเอกิโดจะแปลกใจที่มีหญิงสาวแต่งตัวเสียสวยงามมาเดินอยู่ในป่าคน เดียว ก็ต้องตกตะลึง เพราะเห็นท่านตันซันก้าวเดินสวบๆ เข้าไปหาหญิงผู้นั้น แล้วช้อนร่างอุ้มเดินข้ามแอ่งโคลนไป พอพ้นก็วางลงเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งสองเดินทางต่อไปโดยไม่ได้ปริปาก พูดจากัน จนกระทั่งถึงเวลาหยุดพักค่ำวันนั้น เมื่อจัดเตรียมที่พักแล้ว ท่านเอกิโดก็หลุดปากออกมาอย่างกลั้นใจจะไม่พูดไม่ไหว เป็นเชิงสั่งสอนท่านตันซัน ว่า</p>
<p>&#8220;พวกเราเป็นพระ น่าจะไม่เข้าใกล้ผู้หญิงจะดีกว่า ยิ่งแตะเนื้อต้องตัวด้วยแล้วยิ่งไม่ถูกต้อง ทำไมท่านถึงทำอย่างนั้น ?&#8221;</p>
<p>&#8220;ผมวางเด็กสาวคนนั้นลงไปตั้งแต่ตอนเช้าแล้ว ท่านยังจะมาแบกเอาไว้จนถึงเดี๋ยวนี้อยู่อีกหรือ&#8221;  หลวงพ่อตันซันโปรดเพื่อนท่าน</p>
<p>โดนย้อนเพียงเท่านี้ ท่านเอกิโดก็สว่างโพลงขึ้นทันที ตัวท่านก้าวพ้นตมมาเมื่อเช้านี้ แต่จิตของท่านเพิ่งจะมาข้ามพ้นในขณะนั้นนั่นเอง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://serenely.think-out-loud.net/2008/11/%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%a1%e0%b8%89%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b8%b0/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ไตรสิกขา : ก้าวแรกคือการรักษาศีล</title>
		<link>http://serenely.think-out-loud.net/2008/11/%e0%b9%84%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%b2-%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3/</link>
		<comments>http://serenely.think-out-loud.net/2008/11/%e0%b9%84%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%b2-%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 10 Nov 2008 09:58:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ธรรมสนทนา]]></category>
		<category><![CDATA[ศีล]]></category>
		<category><![CDATA[ศีลห้า]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรสิกขา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://serenely.think-out-loud.net/?p=8</guid>
		<description><![CDATA[
ดังที่ได้กล่าวไว้ในตอนที่แล้วว่า ไตรสิกขาประกอบไปด้วยการศึกษาสามประการคือศีล สมาธิ และปัญญา ซึ่งพุทธศาสนิกชนก็ควรจะศึกษาไปตามลำดับ เหมือนเป็นก้าวแรก ก้าวที่สอง และก้าวที่สามไปสู่พระนิพพาน (พูดเหมือนใกล้นะ มีแค่สามก้าวเอง)
ก้าวแรกที่เราควรจะศึกษาและฝึกฝนก็คือการรักษาศีล ศีลแปลโดยตรงตัวก็แปลว่าปกติ ดังนั้นการรักษาศีลก็คือการรักษาความเป็นปกติของการเป็นมนุษย์นั่นเอง แต่ว่าแบบไหนถึงจะเรียกว่าเป็นปกติละ ? เราคงไม่อาจจะใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกคนได้ ยกตัวอย่างเช่น พระภิกษุสงฆ์ ก็คงไม่สามารถใช้ชีวิตตามปกติเช่นเดียวกับอุบาสกได้ ดังนั้น ศีลเองก็มีหลายระดับเช่นเดียวกัน ในตอนนี้ก็จะพูดถึงระดับพื้นฐานที่สุดก็คือศีลห้านะครับ ที่เป็นศีลสำหรับอุบาสกอุบาสิกาโดยทั่วไป
ศีลห้าหรือในบาลีก็จะเรียก ว่าเบญจศีลหรือว่าปัจจะศีลาก็จะเป็นศีลที่พุทธศาสนิกชนควรจะถือปฏิบัติไว้ เป็นพื้นฐาน บางครั้งเราจึงเรียกศีลห้าว่านิจศีล หรือว่าศีลถือควรจะรักษาไว้เป็นนิตย์นั่นเองนะครับ และเนื่องจากว่าเป็นศีลพื้นฐานสำหรับพุทธศาสนิกชน เวลาเราทำพิธีใด ๆ ก็ตาม หลังจากล่าวคำบูชาพระรัตนไตรแล้ว เราก็จะอาราธนาศีล หรือในแง่หนึ่ง ก็คือหลังจากการประกาศว่าเราเป็นพุทธศาสนิกชนโดยการกล่าวคำบูชาพระรัตนไตร แล้ว เราก็ควรจะทบทวนว่า&#8221;อะไร&#8221;คือการใช้ชีวิตแบบปกติของพุทธศาสนิกชนโดยการอารธนาศีลนั่นเอง
ศีลห้า ก็ประกอบไปด้วยข้อปฏิบัติห้าข้อนะครับ ซึ่งแต่ละข้อก็จะลงท้ายว่า เวรมณี สิกฺขาปทํสมาทิยามิ ถ้าแปลแบบให้พอเข้าใจก็คือ ข้าพเจ้าขอรับหลักปฏิบัติเพื่อเจตนางดเว้น นั่นก็คือการบอกตัวเองว่า อะไรที่ไม่ควรจะทำบ้าง พูดง่าย ๆ ก็คือสิ่งที่มนุษย์โดยปกติ ไม่ควรจะทำนั่นเอง ลองมาดูตัวอย่างจากศีลข้อแรกนะครับ ปาณาติปาตาเวรมณีสิกฺขาปทํสมาทิยามิ แปลออกมาก็ได้ความว่า ข้าพเจ้าขอรับหลักปฏิบัติเพื่อเจตนางดเว้นการทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงไป ลองคิดดูง่าย ๆ นะครับว่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class="content clear-block">
<p>ดังที่ได้กล่าวไว้ในตอนที่แล้วว่า ไตรสิกขาประกอบไปด้วยการศึกษาสามประการคือศีล สมาธิ และปัญญา ซึ่งพุทธศาสนิกชนก็ควรจะศึกษาไปตามลำดับ เหมือนเป็นก้าวแรก ก้าวที่สอง และก้าวที่สามไปสู่พระนิพพาน (พูดเหมือนใกล้นะ มีแค่สามก้าวเอง)</p>
<p>ก้าวแรกที่เราควรจะศึกษาและฝึกฝนก็คือการรักษาศีล ศีลแปลโดยตรงตัวก็แปลว่าปกติ ดังนั้นการรักษาศีลก็คือการรักษาความเป็นปกติของการเป็นมนุษย์นั่นเอง แต่ว่าแบบไหนถึงจะเรียกว่าเป็นปกติละ ? เราคงไม่อาจจะใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกคนได้ ยกตัวอย่างเช่น พระภิกษุสงฆ์ ก็คงไม่สามารถใช้ชีวิตตามปกติเช่นเดียวกับอุบาสกได้ ดังนั้น ศีลเองก็มีหลายระดับเช่นเดียวกัน ในตอนนี้ก็จะพูดถึงระดับพื้นฐานที่สุดก็คือศีลห้านะครับ ที่เป็นศีลสำหรับอุบาสกอุบาสิกาโดยทั่วไป</p>
<p>ศีลห้าหรือในบาลีก็จะเรียก ว่าเบญจศีลหรือว่าปัจจะศีลาก็จะเป็นศีลที่พุทธศาสนิกชนควรจะถือปฏิบัติไว้ เป็นพื้นฐาน บางครั้งเราจึงเรียกศีลห้าว่านิจศีล หรือว่าศีลถือควรจะรักษาไว้เป็นนิตย์นั่นเองนะครับ และเนื่องจากว่าเป็นศีลพื้นฐานสำหรับพุทธศาสนิกชน เวลาเราทำพิธีใด ๆ ก็ตาม หลังจากล่าวคำบูชาพระรัตนไตรแล้ว เราก็จะอาราธนาศีล หรือในแง่หนึ่ง ก็คือหลังจากการประกาศว่าเราเป็นพุทธศาสนิกชนโดยการกล่าวคำบูชาพระรัตนไตร แล้ว เราก็ควรจะทบทวนว่า&#8221;อะไร&#8221;คือการใช้ชีวิตแบบปกติของพุทธศาสนิกชนโดยการอารธนาศีลนั่นเอง</p>
<p>ศีลห้า ก็ประกอบไปด้วยข้อปฏิบัติห้าข้อนะครับ ซึ่งแต่ละข้อก็จะลงท้ายว่า เวรมณี สิกฺขาปทํสมาทิยามิ ถ้าแปลแบบให้พอเข้าใจก็คือ ข้าพเจ้าขอรับหลักปฏิบัติเพื่อเจตนางดเว้น นั่นก็คือการบอกตัวเองว่า อะไรที่ไม่ควรจะทำบ้าง พูดง่าย ๆ ก็คือสิ่งที่มนุษย์โดยปกติ ไม่ควรจะทำนั่นเอง ลองมาดูตัวอย่างจากศีลข้อแรกนะครับ ปาณาติปาตาเวรมณีสิกฺขาปทํสมาทิยามิ แปลออกมาก็ได้ความว่า ข้าพเจ้าขอรับหลักปฏิบัติเพื่อเจตนางดเว้นการทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงไป ลองคิดดูง่าย ๆ นะครับว่า ถ้าเราฆ่าคนอื่นหรือสัตว์อื่น เราก็ไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไปแต่จะกลายเป็นยักษ์เป็นมารไป ดังนั้นถ้าเราต้องการที่จะรักษาความเป็นปกติของมนุษย์ เราก็จึงไม่ควรจะพรากเอาชีวิตสัตว์อื่น หลักการของศีลทุกข้อจะคล้าย ๆ กันกับแบบนี้นะครับก็คือ อะไรที่ทำไปแล้วจะทำให้เราไม่เป็นมนุษย์(ตามปกติที่ควรจะเป็น) เราก็ไม่ควรจะไปทำนั่นเอง</p>
<p>ตอนหน้าจะมาเล่าศีลห้าแต่ละข้อโดยละเอียดนะครับ โดยเฉพาะเงื่อนไขที่จะทำให้ศีลขาด เพื่อเป็นแนวทางในการรักษาศีลนะครับ (หากินไปได้อีกหลายตอน <img src='http://serenely.think-out-loud.net/wp-includes/images/smilies/icon_razz.gif' alt=':P' class='wp-smiley' /> )</div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://serenely.think-out-loud.net/2008/11/%e0%b9%84%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%b2-%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
