• วันอาทิตย์, พฤศจิกายน 23rd, 2008
มีบุตรบ่วงหนึ่งเกี้ยว พันคอ
ทรัพย์ผูกบาทาคลอ หน่วงไว้
สามีภรรยาเยี่ยงป่านปอ รึง รัด มือนา
สามสิ่งใครเว้นได้ จึงพ้นสงสาร
ฟังธรรมเทศนาของหลวงพ่อปัญญาแล้วโดนใจ ก็เลยเอามา post ไว้ เผื่อใครจะเลิกอยากเอาบ่วงมาคล้องคอคล้องเท้าบ้าง
ใครอยากฟังก็กดเลือกได้จาก หัวข้อธรรมบรรยาย ด้านซ้ายมือได้เลยครับ
• วันเสาร์, พฤศจิกายน 22nd, 2008
ผมเคยแนะนำหนังสือ
ของทางติช นัท ฮันห์ไปเล่มหนึ่งนะครับ ถ้าใครเคยอ่านหนังสือของท่านติช นัท
ฮันห์จะมีหลักการอันหนึ่งที่ท่านกล่าวย้ำอยู่เสมอคือการปฏิบัติธรรมนั้นไม่สามารถแยกจากการใช้ชีวิตปกติได้
more…
• วันเสาร์, พฤศจิกายน 22nd, 2008
หมายเหตุ:ช่วงนี้งานล้นมือไม่มี
เวลานั่งเขียนอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ขอเอาของที่ได้อ่านมา
มาเล่าต่อละกันนะครับ จำไม่ได้ว่าอ่านมาจากเว็บลานธรรมหรือว่าพลังจิตแต่ก็มาจากเว็บใดเว็บหนึ่งนี่แหละครับ
more…
• วันเสาร์, พฤศจิกายน 22nd, 2008
แนวคิดสำคัญอันหนึ่งของพุทธศาสนาคือไตรลักษณ์ หรือสิ่งสามัญของสังขารทั้งปวง สังขารในที่นี้ไม่ใช่อายุนะครับ แต่หมายถึงร่างกาย สสาร สิ่งต่าง ๆ ที่จิตใจเราปรุงแต่งขึ้นมาจากธาตุ 4 ไตรลักษณ์หรือว่าลักษณะทั้งสามกล่าวว่า สังขารทั้งปวงนั้นไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ และสังขารทั้งปวงไม่มีตัวตนอยู่ พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าเมื่อใดที่เรามองเห็นไตรลักษณ์ในสังขารทั้งปวง เมื่อนั้นเราจะสามารถหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งหลายได้
more…
• วันจันทร์, พฤศจิกายน 10th, 2008
ดังที่ได้กล่าวไว้ในตอนที่แล้วว่า ไตรสิกขาประกอบไปด้วยการศึกษาสามประการคือศีล สมาธิ และปัญญา ซึ่งพุทธศาสนิกชนก็ควรจะศึกษาไปตามลำดับ เหมือนเป็นก้าวแรก ก้าวที่สอง และก้าวที่สามไปสู่พระนิพพาน (พูดเหมือนใกล้นะ มีแค่สามก้าวเอง)
ก้าวแรกที่เราควรจะศึกษาและฝึกฝนก็คือการรักษาศีล ศีลแปลโดยตรงตัวก็แปลว่าปกติ ดังนั้นการรักษาศีลก็คือการรักษาความเป็นปกติของการเป็นมนุษย์นั่นเอง แต่ว่าแบบไหนถึงจะเรียกว่าเป็นปกติละ ? เราคงไม่อาจจะใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกคนได้ ยกตัวอย่างเช่น พระภิกษุสงฆ์ ก็คงไม่สามารถใช้ชีวิตตามปกติเช่นเดียวกับอุบาสกได้ ดังนั้น ศีลเองก็มีหลายระดับเช่นเดียวกัน ในตอนนี้ก็จะพูดถึงระดับพื้นฐานที่สุดก็คือศีลห้านะครับ ที่เป็นศีลสำหรับอุบาสกอุบาสิกาโดยทั่วไป
ศีลห้าหรือในบาลีก็จะเรียก ว่าเบญจศีลหรือว่าปัจจะศีลาก็จะเป็นศีลที่พุทธศาสนิกชนควรจะถือปฏิบัติไว้ เป็นพื้นฐาน บางครั้งเราจึงเรียกศีลห้าว่านิจศีล หรือว่าศีลถือควรจะรักษาไว้เป็นนิตย์นั่นเองนะครับ และเนื่องจากว่าเป็นศีลพื้นฐานสำหรับพุทธศาสนิกชน เวลาเราทำพิธีใด ๆ ก็ตาม หลังจากล่าวคำบูชาพระรัตนไตรแล้ว เราก็จะอาราธนาศีล หรือในแง่หนึ่ง ก็คือหลังจากการประกาศว่าเราเป็นพุทธศาสนิกชนโดยการกล่าวคำบูชาพระรัตนไตร แล้ว เราก็ควรจะทบทวนว่า”อะไร”คือการใช้ชีวิตแบบปกติของพุทธศาสนิกชนโดยการอารธนาศีลนั่นเอง
ศีลห้า ก็ประกอบไปด้วยข้อปฏิบัติห้าข้อนะครับ ซึ่งแต่ละข้อก็จะลงท้ายว่า เวรมณี สิกฺขาปทํสมาทิยามิ ถ้าแปลแบบให้พอเข้าใจก็คือ ข้าพเจ้าขอรับหลักปฏิบัติเพื่อเจตนางดเว้น นั่นก็คือการบอกตัวเองว่า อะไรที่ไม่ควรจะทำบ้าง พูดง่าย ๆ ก็คือสิ่งที่มนุษย์โดยปกติ ไม่ควรจะทำนั่นเอง ลองมาดูตัวอย่างจากศีลข้อแรกนะครับ ปาณาติปาตาเวรมณีสิกฺขาปทํสมาทิยามิ แปลออกมาก็ได้ความว่า ข้าพเจ้าขอรับหลักปฏิบัติเพื่อเจตนางดเว้นการทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงไป ลองคิดดูง่าย ๆ นะครับว่า ถ้าเราฆ่าคนอื่นหรือสัตว์อื่น เราก็ไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไปแต่จะกลายเป็นยักษ์เป็นมารไป ดังนั้นถ้าเราต้องการที่จะรักษาความเป็นปกติของมนุษย์ เราก็จึงไม่ควรจะพรากเอาชีวิตสัตว์อื่น หลักการของศีลทุกข้อจะคล้าย ๆ กันกับแบบนี้นะครับก็คือ อะไรที่ทำไปแล้วจะทำให้เราไม่เป็นมนุษย์(ตามปกติที่ควรจะเป็น) เราก็ไม่ควรจะไปทำนั่นเอง
ตอนหน้าจะมาเล่าศีลห้าแต่ละข้อโดยละเอียดนะครับ โดยเฉพาะเงื่อนไขที่จะทำให้ศีลขาด เพื่อเป็นแนวทางในการรักษาศีลนะครับ (หากินไปได้อีกหลายตอน
)