Author Archive

Author: admin
• วันจันทร์, พฤศจิกายน 10th, 2008

วันนี้จะมาเล่าตำนานทางขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพให้ฟังครับ ใครที่เคยไปเชียงใหม่ และได้มีโอกาสได้ไปนมัสการพระบรมธาตุที่วัดพระธาตุดอยสุเทพ (คนเชียงใหม่เขาว่ากันว่า คนที่มาถึงเชียงใหม่แต่ไม่ได้ไปไหว้พระธาตุ ถือว่ายังมาไม่ถึงเชียงใหม่นะครับ ) คงจะได้ขึ้นทางถนนที่เริ่มต้นจากด้านหน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผ่านสวนสัตว์เชียงใหม่ไล่ขึ้นไปจนถึงวัดพระธาตุดอยสุเทพ ซึ่งความจริงยังมีเส้นทางอื่นที่ขึ้นไปนมัสการวัดพระธาตุได้ เช่นเส้นทางด้านหลังดอยสุเทพ แต่ว่าเส้นทางนี้คงเป็นเส้นทางที่สะดวกที่สุด และยังเป็นเส้นทางที่สร้างโดยครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาอีกด้วยครับ

Author: admin
• วันจันทร์, พฤศจิกายน 10th, 2008

ดังที่ได้กล่าวไว้ในตอนที่แล้วว่า ไตรสิกขาประกอบไปด้วยการศึกษาสามประการคือศีล สมาธิ และปัญญา ซึ่งพุทธศาสนิกชนก็ควรจะศึกษาไปตามลำดับ เหมือนเป็นก้าวแรก ก้าวที่สอง และก้าวที่สามไปสู่พระนิพพาน (พูดเหมือนใกล้นะ มีแค่สามก้าวเอง)

ก้าวแรกที่เราควรจะศึกษาและฝึกฝนก็คือการรักษาศีล ศีลแปลโดยตรงตัวก็แปลว่าปกติ ดังนั้นการรักษาศีลก็คือการรักษาความเป็นปกติของการเป็นมนุษย์นั่นเอง แต่ว่าแบบไหนถึงจะเรียกว่าเป็นปกติละ ? เราคงไม่อาจจะใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกคนได้ ยกตัวอย่างเช่น พระภิกษุสงฆ์ ก็คงไม่สามารถใช้ชีวิตตามปกติเช่นเดียวกับอุบาสกได้ ดังนั้น ศีลเองก็มีหลายระดับเช่นเดียวกัน ในตอนนี้ก็จะพูดถึงระดับพื้นฐานที่สุดก็คือศีลห้านะครับ ที่เป็นศีลสำหรับอุบาสกอุบาสิกาโดยทั่วไป

ศีลห้าหรือในบาลีก็จะเรียก ว่าเบญจศีลหรือว่าปัจจะศีลาก็จะเป็นศีลที่พุทธศาสนิกชนควรจะถือปฏิบัติไว้ เป็นพื้นฐาน บางครั้งเราจึงเรียกศีลห้าว่านิจศีล หรือว่าศีลถือควรจะรักษาไว้เป็นนิตย์นั่นเองนะครับ และเนื่องจากว่าเป็นศีลพื้นฐานสำหรับพุทธศาสนิกชน เวลาเราทำพิธีใด ๆ ก็ตาม หลังจากล่าวคำบูชาพระรัตนไตรแล้ว เราก็จะอาราธนาศีล หรือในแง่หนึ่ง ก็คือหลังจากการประกาศว่าเราเป็นพุทธศาสนิกชนโดยการกล่าวคำบูชาพระรัตนไตร แล้ว เราก็ควรจะทบทวนว่า”อะไร”คือการใช้ชีวิตแบบปกติของพุทธศาสนิกชนโดยการอารธนาศีลนั่นเอง

ศีลห้า ก็ประกอบไปด้วยข้อปฏิบัติห้าข้อนะครับ ซึ่งแต่ละข้อก็จะลงท้ายว่า เวรมณี สิกฺขาปทํสมาทิยามิ ถ้าแปลแบบให้พอเข้าใจก็คือ ข้าพเจ้าขอรับหลักปฏิบัติเพื่อเจตนางดเว้น นั่นก็คือการบอกตัวเองว่า อะไรที่ไม่ควรจะทำบ้าง พูดง่าย ๆ ก็คือสิ่งที่มนุษย์โดยปกติ ไม่ควรจะทำนั่นเอง ลองมาดูตัวอย่างจากศีลข้อแรกนะครับ ปาณาติปาตาเวรมณีสิกฺขาปทํสมาทิยามิ แปลออกมาก็ได้ความว่า ข้าพเจ้าขอรับหลักปฏิบัติเพื่อเจตนางดเว้นการทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงไป ลองคิดดูง่าย ๆ นะครับว่า ถ้าเราฆ่าคนอื่นหรือสัตว์อื่น เราก็ไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไปแต่จะกลายเป็นยักษ์เป็นมารไป ดังนั้นถ้าเราต้องการที่จะรักษาความเป็นปกติของมนุษย์ เราก็จึงไม่ควรจะพรากเอาชีวิตสัตว์อื่น หลักการของศีลทุกข้อจะคล้าย ๆ กันกับแบบนี้นะครับก็คือ อะไรที่ทำไปแล้วจะทำให้เราไม่เป็นมนุษย์(ตามปกติที่ควรจะเป็น) เราก็ไม่ควรจะไปทำนั่นเอง

ตอนหน้าจะมาเล่าศีลห้าแต่ละข้อโดยละเอียดนะครับ โดยเฉพาะเงื่อนไขที่จะทำให้ศีลขาด เพื่อเป็นแนวทางในการรักษาศีลนะครับ (หากินไปได้อีกหลายตอน :P )

Author: admin
• วันเสาร์, พฤศจิกายน 08th, 2008

คุณ lulu ได้กรุณาอธิบายความหมายของศีลห้าแต่ละข้อไปแล้ว แต่หลายท่านอาจจะยังสงสัยเหมือนที่เหมี่ยวเคยสงสัย แท้ที่จริง ศีล ก็เปรียบเสมือนกฎข้อห้าม แล้วอะไรคือเหตุผลเบื้องหลังที่ทำให้ต้องบัญญัติกฎเหล่านี้ขึ้นมา ?

ถ้าศีลคือข้อห้าม ธรรมก็คือข้อควรประพฤติ การที่ได้ทราบถึงธรรม หรือสิ่งที่ตรงกันข้ามกับศีล จะช่วยให้เข้าใจศีลได้มากขึ้นมากทีเดียว ดังนั้นในธรรมศึกษาชั้นตรี จึงมีวิชาเบญจศีล-เบญจธรรม เพื่อทำให้เราเข้าใจถึงศีลและที่มาของศีลเหล่านั้น ซึ่งในชั้นตรีจะศึกษาเฉพาะศีลห้า ส่วนศีลแปดและอื่นๆ จะอยู่ในหลักสูตรของชั้นโทและเอก ตามลำดับ

ตารางต่อไปนี้แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างเบญจศีลและเบญจธรรม ซึ่งเหมี่ยวคิดว่าสรุปใจความสำคัญได้ดีมาก คัดลอกมาจากชีทของอ. นุชนาฏ พงษ์เวช หลักสูตรธรรมศึกษาชั้นตรี วัดธรรมมงคล

ตารางแสดงความสัมพันธ์ระหว่างเบญจศีลและเบญจธรรม

เบญจธรรมมีรายละเอียดลึกลงไปอีก แต่หัวใจของเบญจธรรมแต่ละข้อ มีดังนี้

หลักสำคัญในเบญจธรรมแต่ละข้อ

ในตอนต่อๆ ไปจะมาเล่าถึงรายละเอียดของเบญจศีล-เบญจธรรมที่น่าสนใจ เพื่อความเข้าใจในศีลห้าที่เราปฎิบัติกันอยู่ทุกวันให้ดียิ่งขึ้นค่ะ

ปล. ใช้ Macromedia Fireworks ทำตารางแล้ว วรรณยุกต์ เช่นไม้เอกบนสระอีในคำว่า “ที่” หายไป ทำยังไงดี

Author: admin
• วันเสาร์, พฤศจิกายน 08th, 2008

แป๊บ ๆ เวลาก็ผ่านไปอีกอาทิตย์ ยังไม่มีเวลามานั่งเรียบเรียงเขียนอะไรเป็นเรื่องเป็นราว แต่พยายามรักษาสัญญาที่ให้ไว้โดยการไปหาบทความ (ของคนอื่นที่) ดี ๆ มาให้อ่านกันครับ

แวะเข้าไปที่ประชาไทยเจอบทความดี ๆ ที่เขียนโดยคุณวนิดาที่เคยตีพิมพ์ในหนังสือ ร้อยคน ร้อยธรรม 100 ปีพุทธทาส ก็เลยอยากเอามานำเสนอครับ ฉบับเต็ม ๆ ไปหาอ่านได้ที่เว็บของประชาไทยนะครับ แต่จะขออนุญาตตัดมานิดหนึ่งนะครับ

ก็เลยต้องมาดูว่าพุทธศาสนาสอนเรื่องความสุขเอาไว้อย่างไร สอนเรื่องความสงบ ความพอใจไว้อย่างไร บางทีเราไม่ได้ต้องการวัตถุ แต่พอใจว่าได้ช่วยคนนี้ให้เขาได้หลุดรอดปลอดพ้น เราได้ความสุข แต่พระพุทธศาสนาสอนว่าสุขแค่นี้ไม่พอนะ เพราะเมื่อไปประสบพบเห็นความยากลำบาก เราก็ทุกข์อีก พอเราช่วยเขาให้ออกจากทุกข์ไม่ได้ เราก็ทุกข์อีกแล้ว พุทธศาสนาสอนให้เห็นและให้รู้จักวิธีการออกจากความทุกข์

เรา ต้องอยู่ให้เหนือความสุขและความทุกข์ พระพุทธเจ้าสอนเรื่องอนิจจังของสรรพสิ่งไม่มีอะไรที่ไม่เปลี่ยนแปลง ถ้าเรายึดติดมีแต่ความทุกข์ เราจะสุขน้อยกว่าทุกข์ เพราะโลกนี้มีเรื่องที่เราไม่สามารถช่วยได้มากมายไปหมด

 

อย่าง ที่บอกนะครับ ใครอยากอ่านฉบับเต็ม ๆ ก็หาอ่านได้ที่ประชาไทยตามลิ้งค์ข้างบนครับ นอกจากนั้น ใครที่สนใจว่าอีก 99 บทความจะเป็นอย่างไร ก็ลองไปหาหนังสือเล่มนี้มาอ่านนะครับ ก็หาได้ตามร้านหนังสือทั่วไปครับ (มีรูปปกให้ดู) ส่วนราคานั้นก็เล่มละ 850 ก็ตกบทความละ 8.5 บาทเอง :)

 

ว่าแล้วก็เสียดายคุณวนิดานะครับ จะมีสักกี่คนที่พูดว่า  “พอเราช่วยเขาให้ออกจากทุกข์ไม่ได้ เราก็ทุกข์อีกแล้ว” ให้เราฟังแล้วเราไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจนะครับ แต่ก็อย่างว่า ใครจะหนีความตายพ้น ก็ขอปิดท้ายด้วยมหาปรินิพานสูตรนะครับ

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราขอเตือนพวกเธอว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดาพวกเธอจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด ฯ             นี้เป็นพระปัจฉิมวาจาของพระตถาคต ฯ