• วันพฤหัส, กรกฎาคม 02nd, 2009
วัดร่มโพธิธรรม ตั้งอยู่จ.เลย จุดเด่นของสถานที่แห่งนี้คือเจ้าอาวาส หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโต ผู้ซึ่งเทศธรรมะได้แปลกแหวกแนว แต่จากประสบการณ์น้อยนิดที่ลองปฏิบัติตามนั้น “เวอร์ค” อย่างมหัศจรรย์ วลีเด็ดของท่านคือ “นิพพานอยู่แล้ว”
ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เหมี่ยวจะเยือนวัดแห่งนี้ และก็เป็นครั้งแรกที่จะได้นั่งรถทัวร์ไปไกลถึงเลย (พูดแล้วก็เหมือนคนที่ไม่ค่อยเคยออกจากบ้าน ตื่นเต้นกับการผจญภัยเล็กน้อย) แต่ไหนๆ พูดแล้ว ก็ขอเสริมว่า เป็นครั้งแรกด้วย ที่เหมี่ยวนั่งรถเมล์ไปหมอชิตใหม่ เพื่อซื้อตั๋วล่วงหน้า (ครั้งแรกที่นั่งรถเมล์ดุ่มๆ ครั้งแรกที่ไปหมอชิตใหม่ และครั้งแรกที่ซื้อตั๋วรถทัวร์เอง)
ภูมิใจค่ะ
กะว่าจะไปนอนวัดสักสองสามคืนนะคะ
ระหว่างนี้ ก็รับฟังธรรมะของท่านได้ จาก http://www.rombodhidharma.com/ ค่ะ
• วันพฤหัส, กรกฎาคม 02nd, 2009
วันนี้เจอแล้ว เจอแล้ว ตัด มันสั่นสะเทือนจนแทบจะระเบิดดังๆ ว่า “จะบ้าแล้ว”
เป็นเวลาสองอาทิตย์ที่ใจเหมี่ยวเฝ้าถวิลหา อยากพบอีกสักครั้งหนึ่ง บุคคลนั้นที่เพียงแม้ได้รู้จัก พูดคุยกันเพียงไม่ถึงชั่วโมง ก็รู้สึกเหมือนโดนมนต์สะกด รู้สึกคุ้นเคยเหมือนได้รู้จักกันตั้งแต่จำความได้
แล้วเหมี่ยวก็ได้เจอแล้ว เจอแล้วอีกครั้ง ตามใจปราถนา
แต่สถานการณ์มันบีบเหลือเกิน ชั่วเวลาที่เราสบตากัน แม้เป็นเวลาไม่กี่วินาที แต่ดั่งนาฬิกาทั้งโลกได้หยุดไว้เพื่อขณะนั้น ฝังตรึงใจไม่จางหาย ด้วยความเขินอาย เหมี่ยวตัดสินใจกดความรู้สึกแล้วเดินต่อไป ถึงแม้ว่าใจจะตะโกนออกไปแล้วว่า “นั่น ใช่คุณหรือเปล่า คุณคนนั้นที่ฉันเฝ้ารอ?”
กลับมาถึงห้องพัก เหมี่ยวยังจำภาพนั้นได้ไม่เว้นวาง ดวงตาของเขาถูก replay ซ้ำแล้วซ้ำอีก และนึกเสียดายที่ทำไมเราถึงไม่เข้าไปหาเขา? ทำไมถึงเดินผลักออกมาเหมือนคนแปลกหน้า? ใจอยากจะตะโกนออกไปให้ดังๆ อารมณ์ต่างๆ รุมเร้าแทบจะระเบิดออกจากห้องเล็กๆ ของหัวใจ
นึกอะไรไม่ออก เหมี่ยวหยิบคว้าหนังสือธรรมะเล่มที่ใกล้มือที่สุด หวังว่าจะช่วยบรรเทาความทุกข์ เหมี่ยวอ่านฝื้ดเดียวจบ แต่หากใจก็ประทุขึ้นมาอีก เมื่อไม่มีตัวหนังสือเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว
“ช่างมัน ไม่ต้องไปอะไรกับอะไร” คำพูดของหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโต ดังขึ้นในห้วงความคิด แทนที่จะผลักไสไล่ส่ง ความทุกข์ระทมที่ประดังเข้ามา เหมี่ยวลองปล่อยให้มันไหลเข้ามาสู่ใจอย่างเต็มที่
“รู้แล้วก็หยุดแค่นั้น แม่นบ่” ฝึบ! ดั่งปาฏิหารย์ ความทุกข์มะลายหายสิ้น เหลือแค่เงาๆ ที่ไม่มีพิษมีภัย หากเหมี่ยวไม่เค้นมันขึ้นมาอีก
เฮ้ย! มันเป็นไปได้! เหมี่ยวไม่อยากจะเชื่อเลย โดยปกติ อารมณ์ที่รุนแรงระดับนี้ จะทำให้เหมี่ยวทุรนทุรายได้เป็นวันๆ แต่ด้วยการ “ช่าง” มันกลับหายไปได้โดยพริบตาเดียว
บายๆ คุณคนนั้น คุณคนที่เหมี่ยวคิดว่าเป็นเนื้อคู่ของเหมี่ยว ธรรมชาติช่างเล่นตลก ส่งคุณมาในเวลาที่เหมี่ยวไม่ต้องการใคร ชาติที่แล้วเราคงทำบุญด้วยกันมาดี จึงได้รู้สึกสนิทใจเพียงรู้จักกันไม่กี่นาที
การคบกันเป็นแฟน คงจะทำให้เราได้สร้างบาปแก่กัน มากกว่าบุญเป็นแน่ หากเรามีบุญต่อกันจริง ขอให้คุณได้พบสัจธรรมพาตัวเองหลุดพ้นจากทุกข์ ดั่งที่เหมี่ยวกำลังดำเนินการอยู่เถิด
• วันพุธ, กรกฎาคม 01st, 2009
สวัสดีค่ะ ทุกคน เหมี่ยวห่างหายไปนาน แต่กลับมาแล้วนะคะ และไม่ขอหายจากไปอีก
เส้นทางนี้ เหมี่ยวแน่ใจแล้วค่ะ ว่ามันคือเส้นทางที่เหมี่ยวเลือกเดิน
เหมี่ยวขอเริ่มเดิน ณ บัดนี้ และจะขอเดินต่อไปตลอดอนันตกาล ตราบใดที่ยังไม่ถึงจุดหมายปลายทาง
ทำไมน่ะเหรอคะ? เหมี่ยวมีคำตอบที่ง่ายมาก
ทางวิทยาศาสตร์มักศึกษาหาคำตอบโดยอาศัย Empirical models หรือ การสังเกตการณ์
สำหรับชีวิตของเหมี่ยว เหมี่ยวก็อาศัย Empirical models เช่นกัน
พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ล้วนแสดงชีวิตของเขาให้เหมี่ยวเห็นอย่างละเอียดถี่ถ้วนมาก เหมือนกับได้ดูหนังยาว 50-90 ปี หกรอบโดยที่ไม่ต้องสร้างหนังด้วยตัวเอง
เหมี่ยวดูหนังชีวิตเหล่านั้นแล้วพบว่า ทุกเรื่องเริ่มต้นด้วยการเกิด และดำเนินพล็อตโดยการ เข้าโรงเรียน ทำงาน สร้างครอบครัว มีลูก และล้วนจบ (หรือกำลังจะจบ) ด้วยงานศพ
ไม่ใช่แค่บรรพบุรุษของเหมี่ยวเท่านั้น แต่ ลุง ป้า น้า อา และผู้คนในสังคมที่เหมี่ยวได้มีโอกาสเข้าไปสัมผัส ก็ล้วนกำลังเล่นในหนังชีวิตที่ไม่พ้นต้องจบด้วยงานศพเช่นกัน
ไม่ว่าเหมี่ยวจะวาดชีวิตให้น่าตื่นเต้น ท้าทาย เพียงใด เหมี่ยวมองเห็นได้อย่างชัดเจน ว่าเรื่องราวของเหมี่ยว ก็คงต้องจบด้วยงานศพเช่นกัน
เหมี่ยวจึงหมดความเชื่อมั่นในเส้นทางนี้ ที่บรรพบุรุษของเหมี่ยว และประชากรโลกร้อยละเก้าสิบได้เลือกเดินกันมา
เหมี่ยวจะเลือกเดินเส้นทางที่แตกต่าง เส้นทางที่อริยเจ้าทั้งหลายได้เดินมาแล้วนัดต่อนัด และต่างก็ได้พบสิ่งที่เป็นนิรันดร์ เป็นทางหลุดพ้นจากกองทุกข์ของสังสารวัฏ