หมายเหตุ:ช่วงนี้งานล้นมือไม่มี
เวลานั่งเขียนอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ขอเอาของที่ได้อ่านมา
มาเล่าต่อละกันนะครับ จำไม่ได้ว่าอ่านมาจากเว็บลานธรรมหรือว่าพลังจิตแต่ก็มาจากเว็บใดเว็บหนึ่งนี่แหละครับ
เวลาเราไปงานศพเราได้เคยสังเกตปริศนาธรรมต่าง ๆ ที่คนโบราณได้ซ่อนไว้ในพิธีกรรมต่าง ๆ หรือเปล่าครับ?
การรดน้ำที่มือของผู้ตาย ว่ากันว่าเป็นการขออโหสิกรรม
หรือว่าอโหสิกรรมเพื่อไม่ให้เป็นเวรเป็นกรรมต่อไปในภพหน้า
แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นการเตือนสติคนเป็นที่มารดน้ำว่า เมื่อเราตายไป
เราก็เอาอะไรไปไม่ได้เลย แม้แต่น้ำขันเดียว ก็ไหลผ่านมือเราไป
ก่อนที่เขาจะเอาศพใส่โลง ก็ต้องมีการมัดตาสังข์สามเปราะ
ที่คออันหมายถึงบ่วงรักลูก มัดที่มือหมายถึงบ่วงรักสามีภรรยา
และมัดตรงข้อเท้าอันหมายถึงบ่วงรักทรัพย์สมบัติ
ถ้ายังติดอยู่กับสามบ่วงนี้ ก็ยังไปนิพพานไม่ได้
ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ร่ำไป (ถ้ายังจำกันได้
เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าได้บุตรคนแรกพระองค์ก็ทรงอุทานออกมาเหมือนกันว่า
ราหุล ซึ่งก็แปลว่าบ่วงนั่นเอง)
บางบ้านเวลาพระมาสวดตอนกลางคืน ก็ต้องทำการเคาะโลงให้คนตายมารับศีล
แต่เคาะให้โลกทะลุคนตายก็คงไม่ได้ยิน
แต่ก็เป็นการเคาะเตือนสนติคนที่ยังเป็นอยู่นั่นแหละ
ว่าต้องฟังธรรมรับศีลให้มากไว้ เพราะตายไปก็ไม่มีโอกาสได้ฟังอีกแล้ว
การจุดตะเกียงหรือว่าเทียนไว้ที่หัวโลง
ว่ากันว่าทำให้วิญญาณคนตายไม่หลงทางไปไหน
แต่ก็เป็นการเตือนให้คนที่ยังเป็นอยู่ว่าเรามีเพียงพระธรรมเป็นดวงประทีป
นำทาง ตราบใดที่เรายังยึดพระธรรมไว้ ชีวิตเราก็จะไม่หลงทาง
การสวดอภิธรรมมักสวดเป็นภาษาบาลี(บางวัดเริ่มมีสวดเป็นภาษาไทยแล้วครับ)
เลยนึกกันไปว่า เป็นการสวดให้คนตาย แต่จริง ๆ เป็นการสวดให้คนเป็นทั้งนั้น
เพราะส่วนใหญ่ก็เป็นการเตือนสติว่าตราบที่ยังมีชีวิตอยู่
ก็อย่าอยู่อย่างประมาท เพราะถ้าตายไป ฟังธรรมเท่าไหร่ก็ไม่ช่วยอะไรขึ้นมา
การบวชหน้าไฟเชื่อกันว่าเป็นการให้ผู้ตายได้จับผ้าเหลืองขึ้นสวรรค์
แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นโอกาสให้ผู้ที่ยังอยู่ได้ปลงธรรมสังเวช
ใช้ชีวิตในเพศสงฆ์แม้เพียงชั่วขณะ
เผื่อว่าเมื่อเห็นความไม่เที่ยงของชีวิตและไม่ประสงค์จะอยู่ในเพศฆราวาสจะ
ได้มุ่งเข้าสู่พระธรรมเพื่อไปถึงมรรคผลนิพพาน
การนิมนต์พระจูงศพไปยังฌานปนกิจสถานมักจะมีพระสงฆ์เป็นหัวขบวนชักศพและก็
จะอภิธรรมพร้อมกันไปด้วย เชื่อกันว่าเป็นการชักจูงผู้ตายไปสวรรค์
แต่ในขณะเดียวกัน
ก็เป็นการเตือนคนที่ยังเป็นอยู่ว่าเมื่อยังมีชีวิตอยู่ก็ควรเดินตามหลังพระ
ให้พระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์เป็นเครื่องนำชีวิต ไม่ให้หลงไปในอบายต่าง ๆ
(วัดทางเหนือจะมีฌานปนกิจสถานแยกออกมาจากตัววัด บางทีก็ห่างกันหลายกิโล
จึงต้องมีการตั้งขบวนลากจูงศพจากวัดไปยังฌานปนกิจสถาน
แต่เข้าใจว่าวัดทางภาคกลางจะมีฌานปนกิจสถานอยู่ในบริเวณวัดเลยเลยอาจจะไม่มี
การชักจูงศพนะครับ)
การพาศพเวียนซ้ายสามรอบ หมายถึงการเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพทั้งสาม
คือกามภพ รูปภพ และอรูปภพด้วยกิเลสตัณหาก็จะวนเวียนเป็นทุกข์ไปไม่จบศล
ดังนั้นจึงต้องทวนกระแสกิเลส จึงได้พาศพเวียนซ้าย
การเผาศพ ว่ากันว่าเป็นการส่งผู้ตายไปสวรรค์ แต่เมื่อเผาศพแล้ว
ร่างกายเราก็เหลือเพียงเถ้ากระดูก ไม่ว่าจะร่ำรวยยากจนแค่ไหน
เผาแล้วก็ได้แค่เถ้าและกระดูกอย่างละกองเท่ากัน
มีตอนหนึ่งจากเรื่อง CSI ตัวเอกพูดว่า “คนตายบอกอะไรมากมาย
ถ้าเราตั้งใจฟัง และพวกเขาก็ไม่เคยโกหกด้วย”
เราลองมาฟังธรรมจากคนตายดูบ้างนะครับ
