Author: pruet
• วันเสาร์, พฤศจิกายน 22nd, 2008

หมายเหตุ:ช่วงนี้งานล้นมือไม่มี
เวลานั่งเขียนอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ขอเอาของที่ได้อ่านมา
มาเล่าต่อละกันนะครับ จำไม่ได้ว่าอ่านมาจากเว็บลานธรรมหรือว่าพลังจิตแต่ก็มาจากเว็บใดเว็บหนึ่งนี่แหละครับ

เวลาเราไปงานศพเราได้เคยสังเกตปริศนาธรรมต่าง ๆ ที่คนโบราณได้ซ่อนไว้ในพิธีกรรมต่าง ๆ หรือเปล่าครับ?

การรดน้ำที่มือของผู้ตาย ว่ากันว่าเป็นการขออโหสิกรรม
หรือว่าอโหสิกรรมเพื่อไม่ให้เป็นเวรเป็นกรรมต่อไปในภพหน้า
แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นการเตือนสติคนเป็นที่มารดน้ำว่า เมื่อเราตายไป
เราก็เอาอะไรไปไม่ได้เลย แม้แต่น้ำขันเดียว ก็ไหลผ่านมือเราไป

ก่อนที่เขาจะเอาศพใส่โลง ก็ต้องมีการมัดตาสังข์สามเปราะ
ที่คออันหมายถึงบ่วงรักลูก มัดที่มือหมายถึงบ่วงรักสามีภรรยา
และมัดตรงข้อเท้าอันหมายถึงบ่วงรักทรัพย์สมบัติ
ถ้ายังติดอยู่กับสามบ่วงนี้ ก็ยังไปนิพพานไม่ได้
ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ร่ำไป (ถ้ายังจำกันได้
เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าได้บุตรคนแรกพระองค์ก็ทรงอุทานออกมาเหมือนกันว่า
ราหุล ซึ่งก็แปลว่าบ่วงนั่นเอง)

บางบ้านเวลาพระมาสวดตอนกลางคืน ก็ต้องทำการเคาะโลงให้คนตายมารับศีล
แต่เคาะให้โลกทะลุคนตายก็คงไม่ได้ยิน
แต่ก็เป็นการเคาะเตือนสนติคนที่ยังเป็นอยู่นั่นแหละ
ว่าต้องฟังธรรมรับศีลให้มากไว้ เพราะตายไปก็ไม่มีโอกาสได้ฟังอีกแล้ว

การจุดตะเกียงหรือว่าเทียนไว้ที่หัวโลง
ว่ากันว่าทำให้วิญญาณคนตายไม่หลงทางไปไหน
แต่ก็เป็นการเตือนให้คนที่ยังเป็นอยู่ว่าเรามีเพียงพระธรรมเป็นดวงประทีป
นำทาง ตราบใดที่เรายังยึดพระธรรมไว้ ชีวิตเราก็จะไม่หลงทาง

การสวดอภิธรรมมักสวดเป็นภาษาบาลี(บางวัดเริ่มมีสวดเป็นภาษาไทยแล้วครับ)
เลยนึกกันไปว่า เป็นการสวดให้คนตาย แต่จริง ๆ เป็นการสวดให้คนเป็นทั้งนั้น
เพราะส่วนใหญ่ก็เป็นการเตือนสติว่าตราบที่ยังมีชีวิตอยู่
ก็อย่าอยู่อย่างประมาท เพราะถ้าตายไป ฟังธรรมเท่าไหร่ก็ไม่ช่วยอะไรขึ้นมา

การบวชหน้าไฟเชื่อกันว่าเป็นการให้ผู้ตายได้จับผ้าเหลืองขึ้นสวรรค์
แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นโอกาสให้ผู้ที่ยังอยู่ได้ปลงธรรมสังเวช
ใช้ชีวิตในเพศสงฆ์แม้เพียงชั่วขณะ
เผื่อว่าเมื่อเห็นความไม่เที่ยงของชีวิตและไม่ประสงค์จะอยู่ในเพศฆราวาสจะ
ได้มุ่งเข้าสู่พระธรรมเพื่อไปถึงมรรคผลนิพพาน

การนิมนต์พระจูงศพไปยังฌานปนกิจสถานมักจะมีพระสงฆ์เป็นหัวขบวนชักศพและก็
จะอภิธรรมพร้อมกันไปด้วย เชื่อกันว่าเป็นการชักจูงผู้ตายไปสวรรค์
แต่ในขณะเดียวกัน
ก็เป็นการเตือนคนที่ยังเป็นอยู่ว่าเมื่อยังมีชีวิตอยู่ก็ควรเดินตามหลังพระ
ให้พระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์เป็นเครื่องนำชีวิต ไม่ให้หลงไปในอบายต่าง ๆ
(วัดทางเหนือจะมีฌานปนกิจสถานแยกออกมาจากตัววัด บางทีก็ห่างกันหลายกิโล
จึงต้องมีการตั้งขบวนลากจูงศพจากวัดไปยังฌานปนกิจสถาน
แต่เข้าใจว่าวัดทางภาคกลางจะมีฌานปนกิจสถานอยู่ในบริเวณวัดเลยเลยอาจจะไม่มี
การชักจูงศพนะครับ)

การพาศพเวียนซ้ายสามรอบ หมายถึงการเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพทั้งสาม
คือกามภพ รูปภพ และอรูปภพด้วยกิเลสตัณหาก็จะวนเวียนเป็นทุกข์ไปไม่จบศล
ดังนั้นจึงต้องทวนกระแสกิเลส จึงได้พาศพเวียนซ้าย

การเผาศพ ว่ากันว่าเป็นการส่งผู้ตายไปสวรรค์ แต่เมื่อเผาศพแล้ว
ร่างกายเราก็เหลือเพียงเถ้ากระดูก ไม่ว่าจะร่ำรวยยากจนแค่ไหน
เผาแล้วก็ได้แค่เถ้าและกระดูกอย่างละกองเท่ากัน

มีตอนหนึ่งจากเรื่อง CSI ตัวเอกพูดว่า “คนตายบอกอะไรมากมาย
ถ้าเราตั้งใจฟัง และพวกเขาก็ไม่เคยโกหกด้วย”
เราลองมาฟังธรรมจากคนตายดูบ้างนะครับ

You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.
Leave a Reply